วันจันทร์ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2552

สมุนไพรรักษาโรคแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้

สมุนไพรรักษาโรคแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้


สาเหตุของโรคดังกล่าวยังไม่ชัดเจน ปกติจะมีสารเมือก (mucin) หลั่งออกจากต่อมในส่วนล่างของหลอดอาหาร กระเพาะอาหารและส่วนบนของลำไส้เล็ก เพื่อป้องกันเยื่อบุกระเพาะจากฤทธิ์กัดของน้ำย่อยที่เป็นกรดอย่างแรง แต่มีปัจจัยบางอย่างที่คาดว่าจะทำให้เยื่อบุกระเพาะอาหารอ่อนแอลง เกิดการอักเสบและเป็นแผลได้ง่าย เช่น ภาวะขาดอาหาร ภาวะเครียด พักผ่อนไม่เพียงพอ รับประทานยาหรือสารบางชนิดที่กัดกระเพาะ สูบบุหรี่จัด ดื่มกาแฟที่มีคาเฟอีนมากหรือเนื่องจากกรรมพันธุ์

อาการระยะแรก คือ ปวดท้องบริเวณลิ้นปี่ อาจมีความรู้สึกอิ่มแน่นหรือหิวร่วมด้วย แผลในกระเพาะอาหารมักปวดท้องหลังอาหารประมาณ 1-ชั่วโมงครึ่ง ส่วนแผลในลำไส้มักปวดท้องหลังอาหารประมาณ 2-4 ชั่วโมง และช่วงดึกหลังเที่ยงคืนด้วย

การรักษาจะไม่หายขาด ผู้ป่วยจะต้องดูแลตนเองคล้ายกับผู้ป่วยท้องอืด ท้องเฟ้อ ระยะที่ปวดท้องควรดื่มนมถั่วเหลืองทุก 3-4 ชั่วโมงพร้อมทั้งใช้สมุนไพรที่แนะนำ รับประทานอาหารอ่อน ทานอาหารครั้งละน้อยๆ แต่ทานบ่อยๆ งดอาหารรสจัดและสิ่งต้องห้ามข้างต้น และหาทางคลายเครียดด้วย จะมีสมุนไพรที่ช่วยรักษาเยื่อบุทางเดินอาหารให้แข็งแรงขึ้น และควรใช้สมุนไพรขับลมร่วมด้วย
กล้วยน้ำว้ารับประทานผลดิบสดครั้งละครึ่งถึง 1 ผล อาจใช้ผลดิบหั่นบางๆตากแห้ง บดเป็นผงชงน้ำดื่ม ใช้ผงยาเท่ากับครึ่งถึง 1 ผล

ข้อควรระวัง อาจมีอาการท้องอืดหลังรับประทานยานี้ แก้ได้โดยดื่มน้ำต้มขิงหรือสมุนไพรขับลมอื่นๆ
ขมิ้นชันผงขมิ้นครั้งละ 500 มิลลิกรัม วันละ 3-4 ครั้ง หลังอาหารและก่อนนอนหรือปั้นเป็นลูกกลอนขนาดปลายนิ้วก้อย รับประทานครั้งละ 2 เม็ด
ขอบคุณ ข้อมูลจากเวปไซต์สมุนไพร

ป้ายกำกับ: ,

วันพฤหัสบดีที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2552

อาการนอนกับอาการปวดหลัง (อสมท.)

ท่านอน ถือเป็นท่าที่หมอนรองกระดูกสันหลังรับแรงน้อยที่สุด ดังนั้นท่านอนจึงเป็นท่าพักผ่อนที่ดีที่สุด บางคนเมื่อศีรษะถึงหมอนก็หลับสบายจนถึงเช้า อาจไม่สนใจว่าตนเองจะนอนท่าไหน รู้ตัวอีกทีตื่นมาตอนเช้าพบว่าเกิดอาการปวดหลัง หรือหันหน้าซ้ายขวาไม่ได้เลย จนต้องรีบไปหาหมอ

ท่านอนของแต่ละคนจะแตกต่างกันออกไป บางคนชอบนอนหงาย บางคนก็ชอบนอนตะแคง หรือบางท่านอาจชอบนอนคว่ำก็มี เราลองมาดูกันว่าท่านอนแต่ละท่านั้น มีความแตกต่างกันอย่างไร และควรนอนในแต่ละท่าอย่างไรให้ถูกต้อง

ท่านอนหงาย โดยมีหมอนหนุนใต้ข้อเข่า ให้ข้อสะโพกงอเล็กน้อย ท่านี้ถือว่าเป็นท่านอนที่เหมาะ หรือเป็นท่าที่ลดแรงกดของหลังได้ดี ส่วนที่ศีรษะควรมีหมอนเตี้ยๆ นุ่มๆ หนุนให้รู้สึกสบาย

ท่านอนตะแคง เป็นท่าที่ดีอีกท่าหนึ่ง โดยเฉพาะหากได้งอเข่าข้างหนึ่ง และมีหมอนข้างกอดไว้ หรือจะงอเข่าทั้งสองข้างในท่าคู้ตัวก็ได้ สำหรับหมอนที่ใช้หนุนในท่านี้ควรมีความหนามากพอที่จะให้ศีรษะอยู่ในแนวเดียวกันกับลำตัว หากใช้หมอนเตี้ยเกินไป ศีรษะจะเอียงลงหรือหาหมอนที่มีความสูงเท่าหรือใกล้เคียงกับระยะจากระดับด้านข้างของศีรษะไปถึงแนวระดับไหล่ เมื่อหนุนแล้ว จึงทำให้แนวของกระดูกสันหลังส่วนคออยู่ในแนวเดียวกับกระดูกสันหลังส่วนอกและส่วนเอว

ท่านอนคว่ำ ถือว่าเป็นท่าที่ไม่ดี เพราะการนอนคว่ำนั้นจะทำให้กระดูกสันหลังส่วนเอวโค้งไปทางด้านหน้ามากขึ้น นอกจากนี้ เวลาเรานอนคว่ำก็ต้องตะแคงหน้าไปทางด้านใดด้านหนึ่ง ซึ่งจะทำให้กระดูกต้นคอบิดไปด้วย

นอกจากเรื่องของท่านอนที่เป็นสาเหตุของอาการปวดหลังแล้ว องค์ประกอบอื่นๆ อย่างหมอนหรือที่นอนก็มีส่วนสำคัญต่อสุขภาพหลังของคนเราด้วยเช่นกัน

หมอนที่ใช้หนุนคอ ถือว่ามีส่วนช่วยรองรับกระดูกสันหลังส่วนคอให้อยู่ในแนวโค้งที่ปกติ เพราะในขณะที่หลับ กล้ามเนื้อรอบๆ คอจะคลายตัว หากคออยู่ในท่าที่ไม่ดี ตื่นมาอาจปวดคอหรือคอแข็งได้ ดังนั้น หมอนที่ใช้ควรมีความนุ่มและขนาดพอดี โดยทั่วไปหมอนมาตรฐานควรมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 6 นิ้ว แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับว่าคุณเป็นคนคอสั้นหรือคอยาว เพราะถ้าคุณเป็นคนคอยาวมากไป การใช้หมอนมาตรฐานก็จะทำให้ศีรษะอยู่ในท่าที่แหงนมากเกินไป

มีผู้ป่วยไม่น้อยที่มาพบแพทย์ด้วยเรื่องปวดต้นคอ หรือคอแข็งโดยไม่คิดว่าสาเหตุเกิดจากหมอนที่ตนเองใช้อยู่ แต่การที่จะบอกว่าหมอนแบบไหน หรือใบใดที่จะเหมาะกับใครนั้น เห็นทีจะยากสักหน่อย แต่ก็มีหลักง่ายๆ คือ เมื่อคุณหนุนหมอนใบนั้นแล้วรู้สึกสบายคอ หรือตื่นมาแล้วไม่มีอาการปวดเมื่อยต้นคอให้เป็นที่รำคาญใจ ก็ถือว่าเพียงพอ และไม่จำเป็นว่าต้องมีราคาแพงเสมอไปนะครับ หมอนราคาถูกๆ แต่เป็นขนาดที่เหมาะกับคุณ ก็จะสามารถรองรับศีรษะและกระดูกสันหลังส่วนคอให้กับคุณได้ดีทีเดียว

ที่นอน สำหรับที่นอนที่ยัดด้วยนุ่น ที่คนไทยเราใช้กันอยู่นั้น เป็นที่นอนที่เหมาะอยู่แล้ว เพราะไม่แข็งหรือนุ่มจนเกินไป แต่สำหรับที่นอนฟองน้ำที่ใช้กับเตียงสปริง ถือว่าเป็นที่นอนที่ไม่เหมาะกับสุขภาพหลัง หรือสำหรับผู้ที่มีอาการปวดหลัง เพราะมีความนุ่มหรืออ่อนตัวมากเกินไป ทำให้กระดูกสันหลังอยู่ในแนวที่ผิดปกติ

บางคนเข้าใจผิดว่า การนอนที่นอนแข็งๆ เช่น บนไม้กระดาน, เสื่อ หรือนอนกับพื้น จะช่วยลดอาการปวดหลังได้ จริงๆ แล้วไม่ต้องถึงขนาดนั้นหรอกครับ ที่นอนที่ถูกควรมีลักษณะที่เรียกว่าแน่น หรือเป็นที่นอนที่ยัดนุ่น ก็ถือว่าเพียงพอแล้ว

เหล่านี้เป็นเพียงองค์ประกอบในการนอน ที่จะช่วยป้องกันและรักษาอาการปวดหลังแต่ถ้าหากสาเหตุการปวดหลังของคุณเกิดจากอุบัติเหตุหรือเกิดจากโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ หรือแม้กระทั่งจากความเครียด คุณก็คงต้องปรึกษาแพทย์ เพื่อหาสาเหตุและให้การรักษาที่ถูกต้องต่อไป


ทีมา :women.kapook.com

ป้ายกำกับ:

ข้อดีของ "หายใจ" ช้า (ประชาชาติธุรกิจ)

"หายใจ" พฤติกรรมของร่างกายที่หลายคนมองว่า เป็นเรื่องที่สุดแสนจะง่าย เพราะหายใจใครๆ ก็ทำได้ทั้งนั้น แต่...เชื่อหรือไม่ว่า การหายใจของคนจำนวนไม่น้อยนั้น ต้องบอกว่า "ผิด"

เพราะการหายใจที่ถูกวิธี ถูกกับสรีระและธรรมชาตินั้นคือ การที่หายใจเข้าท้องป่อง หายใจออกท้องแฟบ แต่ในความเป็นจริง วิธีการหายใจของหลายคนกลับกลับตาลปัตรไป ซึ่งหารู้ไม่ว่าการที่เราหายใจถูกวิธีจะช่วย ให้สุขภาพดีขึ้น และลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคอื่นๆ ที่ตามมา และเชื่อหรือไม่ว่า แค่หายใจถูกๆ ดีๆ ก็สามารถช่วย "ลดความดัน" ได้แล้ว

เรื่องของความดันโลหิตสูงในปัจจุบัน นับว่าเป็นเรื่องที่น่ากลัวทีเดียว เพราะเมื่อเกิดอาการนี้ขึ้นไม่ใช่เพียงแค่ทำให้คุณรู้สึกวูบวาบ วิงเวียนศีรษะเท่านั้น แต่หากปล่อยให้ร่างกายมีภาวะความดันโลหิตสูงอยู่เป็นเวลานาน จะทำให้เกิดการเสื่อมสภาพของหลอดเลือดแดง โดยเฉพาะหลอดเลือดเลี้ยงสมอง หัวใจและไต อันจะทำให้หลอดเลือดสมองแตกหรือตีบตัน นอกจากนั้นแล้วความดันโลหิตสูงยังทำให้หัวใจต้องทำงานหนักขึ้นจนหัวใจโต กล้ามเนื้อหัวใจหนา อาจเกิดภาวะหัวใจล้มเหลว หรือหัวใจวายจนถึงแก่ชีวิตได้...

เรื่องของเรื่องคือ เมื่อเกิดภาวะนี้ การหายใจ อย่างช้า...ช้า... ก็จะสามารถช่วยลดอาการดังกล่าวได้

การทำกิจกรรมเพื่อลดความดันโลหิตนั้นมีข้อจำกัดหลายประการ แต่ก็มีหลายวิธีที่อาจช่วย ลดความดันโลหิตได้ในผู้ที่ยังมีอาการไม่มาก เช่น การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันควบคู่ไปกับการใช้ยา การควบคุมอาหาร และการหากิจกรรมที่ช่วยผ่อนคลายความเครียด เช่น การเล่นโยคะ การนั่งสมาธิ และการหายใจอย่างมีประสิทธิภาพ การหายใจที่มีประสิทธิภาพ คือ การหายใจที่มีอัตราต่ำกว่า 10 ครั้งต่อนาที (อัตราปกติของการหายใจโดยเฉลี่ยเท่ากับ 13.8-19.4 ครั้งต่อนาที) การหายใจที่ยาวและลึกขึ้นนั้นจะส่งผลดีต่อระบบหลอดเลือดหัวใจ

จากผลงานวิจัยทางการแพทย์พบว่า ผู้ป่วยความดันโลหิตสูงที่มี การฝึกการหายใจช้าและลึกวันละประมาณ 15 นาที ติดต่อกันเป็น ระยะเวลา 2 เดือนนั้น ค่าความดันโลหิตลดลงมากกว่าผู้ป่วยกลุ่มที่ไม่ได้เข้ารับการฝึกการหายใจ

นั่นเพราะการหายใจช้าและลึกนั้นจะมีผลไปกระตุ้นปลายประสาท ที่สัมพันธ์กับระบบการทำงานที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงความดัน การเต้นของหัวใจและการไหลกลับของเลือดเข้าสู่หัวใจ ซึ่งจะเป็นผล ต่อเนื่องกับความดันที่ลดลงและความต้านทานภายในหลอดเลือด ทั่วร่างกายด้วย

แต่การฝึกหายใจให้มีประสิทธิภาพด้วยตนเองนั้น อาจไม่ใช่เรื่องง่ายหากจิตใจไม่ผ่อนคลาย มีความฟุ้งซ่าน หงุดหงิด โมโห กังวล ร่างกายไม่พร้อมฝึก รวมไปถึงสภาวะแวดล้อมที่อาจสร้างความรบกวนทางจิตใจ เช่น เสียงดัง อากาศที่ร้อนหรือหนาวเกินไป ล้วนแต่มีผลที่จะทำการฝึกทั้งสิ้น


หากการฝึกหายใจจะไม่เป็นเรื่องยากอีกต่อไป ด้วยเครื่องช่วยการฝึกหายใจที่เรียกว่า Device-Guided Breathing นวัตกรรมใหม่ทางการแพทย์ที่ใช้รักษาโรคความดันโลหิตสูงได้โดยปราศจากผลข้างเคียง

เครื่องทำงานโดยใช้ระบบคอมพิวเตอร์วิเคราะห์รูปแบบการหายใจและยังออกแบบการหายใจใหม่ให้เหมาะสม อย่างมีแบบแผนและแน่นอน นั่นคือหายใจช้าและลึกขึ้น

"การฝึกหายใจที่มีแบบแผนแน่นอนจะสามารถกำหนดได้ว่า ต้องปฏิบัตินานเท่าใดจึงสามารถลดความดันได้ เพราะการฝึกอย่าง ต่อเนื่องเป็นประจำจะช่วยควบคุมภาวะความดันโลหิตสูงได้ ที่สำคัญ คือการใช้เครื่องมือนี้จะไม่มีผลข้างเคียงแต่อย่างใด"

การฝึกหายใจด้วยเครื่องจะส่งผลให้กล้ามเนื้อรอบหลอดเลือดขยายทำให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงหัวใจและอวัยวะต่าง ๆ ได้ดียิ่งขึ้น จึงส่งผลให้ความดันโลหิตลดลง เพียงฝึกหายใจด้วยเครื่องวันละ 15 นาที หรือสัปดาห์ละ 45 นาที จะมีผลทำให้ความดันโลหิตลดลงได้ถึง 14/9 มิลลิเมตรปรอท และจะสามารถเห็นผลชัดเจนภายใน 4 - 8 สัปดาห์

อย่างไรก็ตาม การรักษาโรคความดันโลหิตสูงจะมีประสิทธิภาพ มากยิ่งขึ้น หากใช้เครื่องควบคู่กับการรักษาโดยการใช้ยาและหรือ 1วิธีการอื่น ๆ ที่ไม่ใช้ยา

ที่มา : women.kapook.com

ป้ายกำกับ: ,

อาหารที่คนทำงานต้องไม่พลาด (อสมท)

หนุ่มสาวที่ต้องทำงานอยู่ในออฟฟิศทุกๆ วัน ควรได้รับอาหารเสริมอย่างเต็มที่ มาดูกันว่า อาหารอะไรบ้างที่เหมาะกับคนทำงานอย่างเราๆ ค่ะ

1. ข้าวกล้อง ข้าวกล้องมีวิตามินบีและอีสูง จึงช่วยเพิ่มพลังสมองในการทำงานช่วยป้องกันโรคเหน็บชาที่คนที่ต้องนั่งโต๊ะทำงานนานๆ มักจะเป็นกัน แถมยังป้องกันโรคสมองเสื่อมในอนาคตได้ด้วย

2. วิตามินบี มีอีกชื่อหนึ่งว่า "สารให้ความกระปี้กระเปร่า" มีอยู่ในข้าวซ้อมมือ ขนมปังโฮลวีท จมูกข้าว ถั่ว เมล็ดทานตะวัน นม กล้วย ส้ม เป็นต้น สาวๆ ที่ทำงานนานจนล้าห้ามพลาด

3. วิตามินซี ที่อยู่ในผักและผลไม้ เช่น ฝรั่ง สตรอเบอร์รี่ น้ำส้มคั้น มะละกอ บร็อคโคลี่ กะหล่ำปลี ถั่วงอก ฯลฯ เป็นส่วนประกอบที่สำคัญมากในการสร้างฮอร์โมนระงับความเครียด จะได้ทำงานอย่างสดใสไปทั้งวันเลย

4. น้ำมันปลา หรือโอเมก้า 3 ช่วยป้องกันโรคหัวใจ ไขข้ออักเสบ ช่วยลดอาการปวดรอบเดือนและระงับอาการซึมเศร้า เบื่อหน่ายจากการทำงานได้ด้วย

5. ผักใบเขียวอย่างตำลึง คะน้า เป็นอาหารกลุ่มโครินที่มีวิตามินบี ซึ่งช่วยเพิ่มความจำและสมาธิ

6. ดื่มน้ำ 8 แก้วต่อวัน เพื่อป้องกันอาการอ่อนเพลีย และการเป็นตะคริวจากการนั่งหรือยืนนานๆ แถมยังช่วยให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งสดใสด้วย สาวๆ ที่ทำงานในห้องแอร์ตลอดวันยิ่งควรดื่มบ่อยๆ เพื่อไม่ให้ผิวแห้ง

7.น้ำใบบัวบก ทำงานมาทั้งวันช่วงบ่าย สาวๆ ก็คงจะเพลีย ขอแนะนำให้ดื่มน้ำใบบัวบกเพราะเป็นน้ำเพิ่มพลังชั้นยอด เป็นยาบำรุงแก้อ่อนเพลียช่วยให้ร่างกายผ่อนคลาย เสริมสร้างความจำและช่วยให้สมองทำงานได้ดีด้วย

8. ทานของหวานหลังอาหารกลางวัน จะทำคงความสดชื่นได้ยาวนานขึ้น เพราะรสเปรี้ยวและรสหวานนั้นจะช่วยเพิ่มความชุ่มชื่นในร่างกาย ยิ่งตอนบ่ายๆ อาจจะง่วง ผลไม่รสเปรี้ยวคือคำตอบของคุณ ไม่ว่าจะเป็นมะม่วงหรือผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ต่างๆ จะกระตุ้นให้สาวๆ กระปรี้กระเปร่าขึ้นได้

9. ถั่ว ยิ่งคนที่ต้องใช้สายตาเพ่งหน้าจอคอมพิวเตอร์ หรืองานที่ต้องใช้สายตานานๆ ควรมีถั่วติดโต๊ะไว้ด้วย เพราะถั่วมีวิตามินบี 2 บำรุงสายตาได้ดี

10. วิตามินซีและธาตุเหล็ก เพราะเวลาที่มีรอบเดือนร่างกายจะขาดธาตุเหล็ก ทำให้เหนื่อยง่าย หงุดหงิด ไม่มีสมาธิช่วงนั้นของเดือนจึงเป็นเวลาที่สาวๆ อย่างเราต้องทางวิตามินซี และธาตุเหล็กมากๆ วิตามินซีจะช่วยเพิ่มการดูดซึมธาตุเหล็กเข้าสู่ร่างกายได้ดีขึ้น

11. ชาเขียว นอกจากจะทำให้ลมหายใจสดชื่นไม่มีกลิ่นปากแล้ว ถึงชาเขียวที่ทานแล้วยังช่วยลดมลพิษในห้องทำงานได้ด้วย แค่วางทิ้งไว้เฉยๆ มันก็จะดูดฝุ่นละอองให้เราเอง ทำให้ลดการเป็นภูมิแพ้ไปโดยอัติโนมัติ

12.ไม่ควรรับประทานอาหารรสจัดในมือเช้า เพราะในตอนเช้าร่างกายของเรายังปรับตัวไม่ทันกับรสชาติเผ็ดร้อน เช้าๆ ควรทานเป็นอาหารรสกลางๆ ไปก่อนจะดีกว่า

13. ดื่มน้ำผลไม้ 1 แก้ว ก่อนจะดื่มกาแฟควรดื่มน้ำผลไม้ก่อน 1 แก้ว เพราะการดื่มกาแฟโดยที่ไม่มีอะไรรองท้องจะช่วยเพิ่มความกระปรี้กระเปร่าได้ไม่นาน หลังจากนั้นจะกลับมาง่วงเหมือนเดิม และไม่ควรดื่มกาแฟเกิน 3 แก้วต่อวัน เพื่อไม่ให้ได้รับคาแฟอีนมากเกินไป

14. งดชากาแฟในเวลาเย็น เพราะอาจทำให้นอนไม่หลับ ส่งผลให้สมองพักผ่อนไม่เพียงพอ พอตื่นขึ้นมาสมองก็จะล้า คิดอะไรไม่ออกทำงานได้ไม่เต็มที่

15. หลีกเลี่ยงอาหารรสเค็มและมันจัดในมื้อเที่ยง เพราะอาหารที่มีไขมันสูงหรือเค็มจะทำให้เกิดการสะสม มีผลให้ร่างกายเคลื่อนไหวช้า ขาดความคล่องตัวที่คนทำงานต้องมี


ที่มา women.kapook.com

ป้ายกำกับ: ,

กลิ่นนั้นสำคัญไฉน?? (Hairworld)

เมื่อไม่นานมานี้มีโอกาสได้เข้าวัด (หลังจากที่ไม่ได้เข้ามานานมาก...) และได้มีโอกาสเข้าไปฟังเทศน์ ฟังธรรม ในขณะที่กำลังฟังอยู่ก็มีกลิ่นหนึ่งที่ไม่พึงประสงค์ ตอนแรกคิดว่าใครเหยียบขี้หมาเข้ามา แต่แล้วก็ไปสะดุดที่ผู้ชายคนหนึ่ง ในบริเวณที่ผู้ชายคนนั้นนั่งอยู่จะไม่ค่อยมีคนสาเหตุมาจาก "กลิ่นตัว" ของเขาซึ่งส่งกลิ่นโชยอบคลุ้งไปทั่วโบสถ์ (มิน่าล่ะแอบเห็นพระที่กำลังสวดแอบมีชำเลืองมาที่ชายคนนี้เหมือนกัน) แต่เราออกจะเห็นใจและสงสารผู้ชายคนนั้นอยู่เพราะเขาอาจจะไม่รู้ว่าตัวเองมีข้อผิดพลาดก็เป็นได้

เอาล่ะไหนๆ ก็พูดถึงเรื่องของ "กลิ่น" กันแล้ว ฉบับนี้จึงขอถือโอกาสแนะนำวิธีในการกำจัด "กลิ่นตัว" และกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์อย่าง "กลิ่นเท้า" มาฝากคุณผู้อ่านซะเลย

กลิ่นตัว เป็นปัญหาที่พบมากในเมืองร้อนอย่างบ้านเรา แต่ก่อนที่เราจะรู้จักกับการกำจัดกลิ่นตัว เราต้องรู้ที่มาก่อนว่ามันมีที่มาอย่างไรเพื่อหาทางกำจัดได้ถูกวิธีและถูกต้นตอจริงๆ โดย "กลิ่นตัว" ส่วนใหญ่เกิดจากต่อมเหงื่อชนิดพิเศษชนิดหนึ่ง โดยต่อมเหงื่อชนิดพิเศษนี้มีมากที่สุดบริเวณรักแร้ ต่อมเหงื่อดังกล่าวจะขับเอาเหงื่อออกมาแล้วเชื้อแบคทีเรียก็จะมากินเหงื่อนี้เป็นอาหาร เสร็จแล้วจะปล่อยเอากรดชนิดหนึ่งออกมา นอกจากนี้ไขมันที่เป็นส่วนประกอบของต่อมไขมันก็ทำให้เกิดกลิ่นตัวได้เช่นกัน เพราะไขมันในนี้อาจเกิดการติดเชื้อแบคทีเรียบริเวณรักแร้ เกิด PH เป็นด่าง แล้วทำให้กลิ่นรุนแรงขึ้น

ซึ่งวิธีของการรักษาและกำจัดกลิ่นตัวเรา ก่อนอื่นก็ต้องกำจัดกันที่ต้นเหตุ ซึ่งเราจะต้องกำจัดเชื้อแบคทีเรียที่รักแร้ให้หมดไป "เชื้อแบคทีเรีย" ที่กล่าวมานี้ก็ไม่ต้องทำอะไรมาก เพียงแค่อาบน้ำฟอกสบู่ที่ผสมตัวยาที่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรียสูง เช่น สบู่ผสมเฉกซ่าคลอโรฟิน หรือผสมคลอเฮกซิดีน หรือไทรโคลทาแบน ถึงจะไม่ยากแต่แค่นี้ก็ยังไม่พอ ควรทายาครีมที่ผสมยาที่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรียบ้างวันละ 3-4 ครั้ง แต่ถ้ายังไม่ได้ผลก็ควรจะต้องมาแก้ที่จุดต่อมเหงื่อพิเศษนี้กัน ซึ่งต้องรักษาตามเหตุผลดังนี้

ถ้ากลิ่นมาจากต่อมเหงื่อ อาจใช้ยาดับกลิ่นที่เป็นลูกกลิ้งทาบริเวณรักแร้ ยาเหล่านี้จะไปทำให้ท่อของต่อมเหล่านี้อุดตัน ไม่ส่งให้มีกลิ่นหลุดรอดออกมาได้

ถ้าสาเหตุเกิดมาจากแบคทีเรีย การอาบน้ำหรือรักษาความสะอาดก็ช่วยได้

ถ้าสาเหตุเกิดจากอาหาร คงต้องระวังเรื่องการรับประทานอาหาร หากไม่ดีขึ้นแนะนำพบแพทย์เฉพาะทางด้านโรคผิวหนังเพื่อหาแนวทางในการรักษาต่อไป

ส่วนการป้องกันหรือขจัด "กลิ่นเท้า" ให้หมดไปนั้น ง่ายที่สุดก็คือเริ่มต้นที่ตัวเราเองก่อน พฤติกรรมหนึ่งที่คนส่วนใหญ่เป็นและทำให้เกิดกลิ่นเท้าก็คือการหมักหมมสะสมสิ่งสกปรกที่รองเท้าและถุงเท้า บางคนใส่รองเท้าเป็นปีๆ ไม่เคยซักสักครั้ง ไม่ว่าจะดำ สกปรกยังไงก็ไม่สนใจ แถมยังมองว่าดู (ความสกปรก) เป็นศิลปะ อาร์ติสต์ซะงั้น!! ซึ่งทางที่ดีคุณต้องไม่เห็นกงจักรเป็นดอกบัว เห็นความสกปรกเป็นสิ่งสวยงาม ควรรักษาความสะอาดที่เท้าอย่างจริงจังเพื่อให้กลิ่นและความสกปรกต่างๆ ออกไปจากชีวิตคุณซะ แล้วก็เริ่มได้แล้วตั้งแต่บัดนี้ด้วยวิธีนี้

หาผ้าขนหนูสะอาดๆ สักผืนใช้สำหรับเช็ดเท้าให้แห้ง จากนั้นใช้พัดลมเป่าก่อนที่จะใส่ถุงเท้าและรองเท้า อาจจะทาแป้งเด็กที่เท้าสักหน่อยเพื่อให้ไม่อับชื้นเกินไป หากมีการดูแลเท้าอย่างสม่ำเสมอแล้วกลิ่นอับก็จะเกิดขึ้นได้ยาก หรือหากใครที่กลิ่นติดเท้าแล้วอยากจะทำให้กลิ่นจางลง ก็เริ่มง่ายๆ ด้วยการแช่เท้าในน้ำอุ่นที่บีบน้ำมะนาวหรือมะกรูดลงไปสักวันละ 5 นาที เพื่อให้รูขุมขนเปิด สิ่งสกปรกจะได้หลุดออกได้ง่าย จากนั้นขัดด้วยที่ขัดส้นเท้าหรือฟุตสครับ ขัดและนวดไปเรื่อยๆ จากนั้นก็ทำให้รูขุมขนปิดด้วยการล้างเท้าด้วยน้ำปกติเช็ดให้แห้งด้วยผ้าสะอาดๆ ทาครีมบำรุงให้ทั่วเท้า โดยเฉพาะส้นเท้าและซอกนิ้ว ทำเช่นนี้สัปดาห์ละครั้งสองครั้ง กลิ่นที่เคยติดเท้าก็จะค่อยๆ ลดลงจนหมดไป

นอกจากการดูแลรักษาความสะอาดที่เท้าแล้ว ใครที่เป็นแผลที่เท้าแล้วไม่ดูแลอย่างถูกวิธีก็ส่งผลให้เกิดกลิ่นเท้าได้เช่นกัน แม้กระทั่งการกินอาหารมันๆ หรืออาหารที่มีไขมันสูง ไขมันจะแปรรูปเปลี่ยนเป็นพลังงาน ทำให้อุณหภูมิที่เท้าสูงขึ้น เหงื่อจึงออกมาก รวมทั้งยังทำให้แบคทีเรียขยายพันธุ์ได้ง่ายและทำให้เกิดกลิ่นเท้า ดังนั้นหลีกเลี่ยงหรือลดลงได้ก็ควรทำเช่นกัน

เอาล่ะเมื่อรู้วิธีอย่างนี้แล้ว ก็อย่าลืมนำไปปฏิบัติตามกันดู เพราะของอย่างนี้ใครทำใครได้นั่นเอง!!

ที่มา : women.kapook.com

ป้ายกำกับ: ,

คุณพร้อมหรือยังที่จะมีอายุเกิน 100 ปี (กรุงเทพธุรกิจ)

รายงาน CIA World Factbook ของสหรัฐปี 2553 ประเมินอายุเฉลี่ยของคนไทยไว้ที่ 72.55 ปี โดยเพศชาย มีอายุเฉลี่ย 70.24 ปี เพศหญิงเฉลี่ย 74.98 ปี ผู้สูงอายุเหล่านี้จำนวนไม่น้อยสามารถดูแลตัวเอง และยังปฏิบัติกิจกรรมต่างๆ ได้ไม่ต่างคนวัยอื่น

แต่ชีวิตที่ยืนยาว ยังมีต้นทุนที่ต้องจ่าย เพื่อแลกกับสุขภาวะของชีวิตปัจฉิมวัย สมบูรณ์ รวยโชค อดีตข้าราชการครูซี 7 วัย 56 ปี เป็นตัวอย่างหนึ่งของผู้สูงอายุที่แบกรับต้นทุนอายุยืน

"เคยคิดว่า อาจจะตายเมื่ออายุ 50 ปี เพราะว่า มีโรคเยอะ สิงหาคมนี้ ก็จะครบ 56 ปีแล้ว ก็อย่างว่า คนไม่ถึงที่ตายก็ไม่ตาย" ครูเรือจ้างที่เลิกพายเรือก่อนวัยเกษียณ บอกด้วยน้ำเสียงครึกครื้นเหมือนไม่ยี่หระต่อสารพัดโรคประจำตัว ทั้งเบาหวาน ความดัน ไขมันในเลือดสูง พาร์กินสัน และเป็นเหตุให้เขาตัดสินใจเข้าโครงการเกษียณอายุก่อนกำหนด

ครูสมบูรณ์ได้รับบำนาญเดือนละ 19,000 บาท ดูแล้วน่าจะเพียงพอกับการดำเนินชีวิตตามประสาคนโสด ไม่ต้องแบกรับภาระการเลี้ยงดูใคร แค่จ่ายค่าคอนโด ค่ากินอยู่แต่ละมื้อตามปกติ

แต่ถ้าเป็นคนสามัญที่ไม่มีบำนาญและเงินเก็บ เขาอาจตายไปแล้วหลายปี เพราะแต่ละเดือนค่าใช้จ่ายรักษาพยาบาล ตกร่วม 26,000 บาท ไม่รวมค่ารถไปหาหมอแต่ละครั้ง

"เป็นคนอื่นตายล่วงหน้าแล้วแหละ พอรู้ว่าเป็นโรคเยอะขนาดนี้ก็ตายแล้ว... ยิ่งถ้ารู้ค่ายาคงแทบอยากฆ่าตัวตายไปเลย โชคดีที่ผมใช้สิทธิ์ข้าราชการเบิกค่ายาได้" ลุงสมบูรณ์ เปลี่ยนน้ำเสียงขรึมขึ้นทันที

แต่ละวัน เขาต้องกินยาสารพัด เริ่มต้นจากยาเบาหวาน มียา 3 ตัวหลักๆ ได้แก่ ยา ACTOS กิน 1 เม็ด หลังอาหารเช้า ตัวที่สอง Clucophang กินหลังอาหาร เช้า กลางวัน และ เย็น ครั้งละ 1 เม็ด และ ตัวที่สาม Minidiab กินก่อนอาหารเช้า 2 เม็ด ก่อนอาหารเย็น 2 เม็ด

ตามด้วยยาลดความดัน ที่มีชื่อว่า Diovan ที่ต้องกินตอนเช้า วันละ 1 เม็ด ขณะที่ยาลดไขมัน มี 2 ตัว ด้วยกันโดยตัวแรกชื่อ Supralip กินหลังอาหารเช้า 1 เม็ด ส่วนตัวที่สอง Zimex กินหลังอาหารเย็น วันละ 1 เม็ด แต่ยา 2 ตัวนี้ห้ามกินพร้อมกัน เพราะทำให้ไตวายได้ เขาจึงต้องระวังเป็นพิเศษ

ยังมียารักษาโรคพาร์กินสัน ทั้งหมด 5 รายการ ตัวแรกยา คือ Stalevo ต้องกินทุกวัน เริ่มตั้งแต่ 7 โมงเช้า 11 โมงเช้า 4 โมงเย็น และ 2 ทุ่ม ตัวที่สอง Sifrol กินเวลาเดียวกันกับตัวแรกแต่กินครั้งละเศษ 3 ส่วน 4 เม็ด ตัวที่สาม Molax - M กิน 4 เวลา ครั้งละ 1 เม็ด ก่อนอาหารตัวที่สี่ Prenarpil ให้กินเวลาฝันร้ายวันละ 1 ครั้งก่อนนอน ตัวสุดท้ายตัวที่ห้า Madopar กินก่อนนอนวันละเม็ด

"เป็นช่องมาจัดยาไว้เพื่อให้ไม่กินซ้ำ แต่ไม่รู้เหมือนกัน ว่ายังกินผิดอยู่หรือเปล่า บางครั้งมันเบลอ" เสียงลุงสมบูรณ์เริ่มเนือยลง เหมือนจะหมดแรงระหว่างเล่า

อดีตครูวิทยาศาสตร์ รวบรวมพลังอธิบายต่อไปว่า เหตุที่เขาต้องกินยาหลายขนาน เพราะยาบางชนิด เมื่อใช้ร่วมกันอาจเกิดอันตรายได้ หรืออาจทำให้ผลการรักษาลดลง แต่บางชนิดใช้ด้วยกันแล้วทำให้ผลการรักษาดีขึ้น การใช้ยาร่วมกันเป็นเรื่องที่ต้องใส่ใจ ว่ายาแต่ละชนิดมีผลกระทบกันหรือไม่

เขายกตัวอย่าง ยา Molax -M มีคุณสมบัติช่วยให้ดูดซึม Stalevo และ Sifrol รวมทั้งแก้อาการคลื่นไส้อาเจียน จากการแพ้ Sifrol ส่วนอาการฝันร้ายที่มีผลจาก Sifrol เลยต้องกินยา Prenarpil

เช่นเดียวกับ สมถวิล โคกสูงเนิน อดีตข้าราชการกระทรวงยุติธรรม วัย 67 ปี ที่แต่ละวันต้องมีกินยารักษาโรคหัวใจ กระดูกพรุน ตั้งแต่เช้าจรดเย็น

"ตื่นมาแปรงฟันล้างหน้าเสร็จ กินแคลเซียมละลายน้ำ 1 ซอง ก่อนทานข้าวหลังทานข้าวเสร็จ กินยาความดัน 1 เม็ด ยา Herbesser ครึ่งเม็ด Plavix 1 เม็ด กลางวันกินยาหลังอาหาร แคลเซียม 1 เม็ด ยา Herbesser ครึ่งเม็ด ตกเย็นกินยา Zocor ลดไขมัน ครึ่งเม็ด Herbesser ครึ่งเม็ด และ วิตามินบี 3 อีก 1 เม็ด แต่ถ้าเกิดปวดจะต้องกินยา Ultracet แก้ปวด"

ยังไม่หมด คุณยายต้องกิน Fosamax เพื่อรักษาโรคกระดูกพรุนสัปดาห์ละครั้ง ก่อนอาหารเช้าครึ่งชั่วโมง ระหว่างนั้น ต้องนั่งอยู่เฉยๆ เพราะจะมีอาการเวียนหัว คลื่นไส้

"ทุกครั้งที่หาหมอไปรับยาเหมือนไปชอปปิ้ง เคยลองคำนวณค่ายา ต่อเดือนตก 10,000 บาท มีรายได้จากบำนาญเดือนละ 14,000 บาท ถ้าเป็นพนักงานบริษัทแย่ไปแล้ว เพราะเบิกไม่ได้ก็เคยคิดว่า เรายังโชคดีนะ ที่มียากิน แต่ก็ไม่ได้อยากกินเลย"

ภญ.นิยดา เกียรติยิ่งอังศุลี หัวหน้าหน่วยปฏิบัติการวิจัยเภสัชศาสตร์สังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผู้จัดการแผนงานสร้างกลไกเฝ้าระวังและพัฒนาระบบยา อธิบายถึง ปัญหาดังกล่าวว่า มักพบในกลุ่มผู้สูงอายุ เพราะมีโรคประจำตัวหลายโรค ซึ่งเป็นโรคเรื้อรังต้องกินยาตลอดชีวิต เช่น โรคความดัน โรคเบาหวาน โรคซึมเศร้า โรคจิตเภท แถมบางโรคมียาหลายขนาน

ยาแต่ละตัวมีฤทธิ์เสริมกัน การได้รับยาที่มากกว่า 1 ขนาน อาจเกิดปัญหา "ยาตีกัน" (อันตรกิริยาของยา) บางครั้งการให้รับประทานก่อนหรือหลังอาหารแยกจากกัน ก็มีจุดมุ่งหมายป้องกันไม่ให้ยาตีกัน

ดังนั้น ผู้ป่วยจึงควรที่จะรับประทานให้ถูกต้อง เพื่อผลการรักษาที่ดีและลดอาการอันไม่พึงประสงค์ ที่อาจเกิดขึ้นได้ เช่น ยาลดไขมัน Supralip กับ Zimex ห้ามกินพร้อมกัน เพราะทำให้ไตวายได้ แพทย์จึงให้กินยาคนละช่วงเวลา

ในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการยาแนะนำว่า ผู้ป่วยที่เป็นโรคเรื้อรัง ควรใส่ใจกับการดูแลตนเองเป็นพิเศษ เพราะกินยาจำนวนมาก ไม่ใช่เรื่องที่ดี และเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ แต่บางครั้งก็จำเป็นต้องกิน อย่างคนที่เป็นเบาหวาน ไม่อย่างนั้นอาจตาบอด ไตวาย เป็นแผลเรื้อรัง ไขมันในเลือดสูงได้

"วิธีที่ดีที่สุด คือ การออกกำลังกาย ดูแลเรื่องอาหารการกิน ก่อนจะกินอะไรเข้าไปจดจำไว้เสมอว่ากินอะไรก็ได้อย่างนั้น"

ที่มา : women.kapook.com

ป้ายกำกับ: ,

กุญแจ 3 ดอกไขสู่"สุขภาพดี" (มติชน)

"สุขภาพที่ดี เป็นพื้นฐานที่ดีของสำเร็จ" ซึ่งกุญแจที่จะนำไปสู่การมีสุขภาพดีนั้นไม่ยาก เพียงแค่การดูแลการเอาใจใส่เรื่อง "อาหารการกิน" ซึ่งไม่น่าเชื่อว่าคนในเมืองกรุงนั้นกลับมีโรคประจำตัวสูงไม่น้อยกว่าคนในต่างจังหวัด นั่นเพราะ "ไม่มีเวลา"



ธนศรี พิศภูมิวิถี ผู้จัดการศูนย์บ้านสุขภาพ บอกว่า จากข้อมูลของเว็บไซต์นาโนเซิร์จ (nanosearch.co.th) พบว่า คนเมืองกรุงมีโรคประจำตัวคือ เป็นหวัดและเจ็บคอ 19.5% รองลงมาคือ เครียดและปวดหัว เป็นไข้ 13.5%



ซึ่งสาเหตุที่สำคัญที่สุด คือการเร่งรีบกับการทำงาน กินอาหารไม่เป็นเวลา โดยเฉพาะมื้อเช้าซึ่งเป็นมื้ออาหารที่สำคัญที่สุด ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าคนกรุงเทพฯ ไม่ได้ใส่ใจกับสุขภาพหรือดูแลตนเองเท่าไร และยิ่งสภาวการณ์น้ำมันแพง สินค้าอุปโภคบริโภคแพงขึ้น



รายงานการสำรวจยังพบว่าคนเมืองกรุงกังวลกับเรื่องหน้าที่การงานและสุขภาพ 19% รองลงมาคือครอบครัว 16% และการเงิน 12.5%



กระนั้น แม้จะไม่มีเวลา แต่ผู้จัดการศูนย์บ้านสุขภาพก็แนะนำว่า มีวิธีดูแลสุขภาพได้ง่ายๆ คือ การได้รับโภชนาการที่สมดุล ซึ่งคู่มือดูแลสุขภาพที่ดีของ ดร.เดวิด ฮีเบอร์ ผู้อำนวยการศูนย์โภชนาการเพื่อมนุษย์แห่งมหาวิทยาลัยยูซีแอลเอ สหรัฐอเมริกา ระบุว่า



นอกจากโภชนาการที่สมดุลแล้ว การดื่มน้ำสะอาดให้พอเพียง และการออกกำลังกาย น้ำจะช่วยให้ร่างกายมีความอิ่มเอิบ และช่วยดูดซึมสารอาหารที่จำเป็น ส่วนการออกกำลังกายจะช่วยให้กล้ามเนื้อแข็งแกร่งขึ้น และลดภาวะความเครียดจากการใช้ชีวิตในปัจจุบันได้



"กุญแจ 3 ดอกนี้ คงไม่มีอะไรที่ยากยิ่งเท่ากับการออกกำลังกาย แต่ก็ไม่ยากจนเกินไปนัก เพียงแค่ใช้เวลา 5-10 นาทีต่อครั้ง สัปดาห์ละ 2 ครั้ง จากนั้นค่อยๆ เพิ่มเวลาทีละน้อยๆ ในสัปดาห์ถัดไป ซึ่งสามารถเลือกที่จะเริ่มต้นออกกำลังกายได้ทั้งในฟิตเนส เล่นโยคะ เข้าคอร์สควบคุมน้ำหนัก หรือการเดินเล่นในสวน บริเวณรอบบ้าน ก็ได้



เพราะการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอนอกจากจะทำให้ระบบในร่างกายทำงานได้ดีขึ้นแล้วยังจะช่วยทำให้ดูอ่อนเยาว์อีกด้วย" ไม่ยากหากจะมีสุขภาพที่ดี เพียงแค่คุณใส่ใจและให้ความสำคัญเท่านั้นเอง

ขอบคุณ women.kapook.com

ป้ายกำกับ:

นอนกรน หลับลึกหรือหลับร้าย? (ไทยรัฐ)

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่มีอาการเหล่านี้

รู้สึกนอนไม่อิ่ม นอนไม่เพียงพอหรืออ่อนเพลีย แม้ว่าจะนอนในชั่วโมงที่เพียงพอแล้วก็ตาม

รู้สึกง่วงนอนในเวลาที่ไม่ควรง่วง เช่น นั่งสัปหงกในที่ทำงาน หรือในระหว่างขับรถ

ตื่นขึ้นมาตอนเช้าไม่สดชื่นทั้งที่นอนเต็มที่ หรือมีอาการปวดศีรษะร่วมด้วย

หงุดหงิด อารมณ์เสียง่ายกว่าปกติ รู้สึกว่าการจดจำลดลง

หรือถ้าเป็นเด็ก ก็มักจะนอนซักพักแล้วสะดุ้งตื่น นอนกระสับกระส่าย ปัสสาวะรดที่นอน หรืออาจมีปัญหาการเรียน

ภาวะนอนกรน ไม่ได้สร้างปัญหาแค่เสียงรบกวนอันน่ารำคาญเท่านั้น แต่อันตรายจากการนอนกรนอาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้

ผลกระทบจากการนอนกรน ซึ่งทำให้ผู้ป่วยหยุดหายใจบางขณะ สร้างปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพและการดำเนินชีวิตประจำวันมากมาย เช่น ง่วงในเวลากลางวัน สมาธิสั้น อ่อนเพลียเรื้อรัง หงุดหงิดอารมณ์เสีย ทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานลดลง ผู้ที่นอนกรนยังมีโอกาสเสี่ยงในการเป็นหลอดเลือดสมองแตก สมองเสื่อม โรคหัวใจขาดเลือด โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง หย่อนสมรรถภาพทางเพศ และส่งผลต่อความสามารถในการจดจำและการใช้ความคิดอีกด้วย นอกจากนี้ ผู้ที่กรนเสียงดังๆ ยังรบกวนคู่นอนทำให้นอนไม่หลับได้

นอนกรนแบบไหนที่อาจอันตรายถึงชีวิต

การนอนกรนที่มีภาวะการหายใจที่ผิดปกติและหยุดหายใจขณะหลับ จะเป็นอันตรายต่อร่างกายผู้ป่วยมาก ซึ่งผู้ป่วยที่มีทางเดินหายใจแคบมากในเวลาหลับ เมื่อยังหลับไม่สนิทจะมีเสียงกรนที่สม่ำเสมอ แต่เมื่อหลับสนิทจะเกิดการอุดกั้นทางเดินหายใจ มีเสียงกรนที่ติดสะดุดไม่สม่ำเสมอ โดยจะมีช่วงกรนเสียงดัง-ค่อยสลับกันเป็นช่วงๆ และจะกรนดังขึ้นเรื่อยๆ โดยมีช่วงหยุดกรนไปชั่วระยะหนึ่ง ซึ่งเป็นช่วงที่เกิดการหยุดหายใจ ผู้ป่วยจะมีอาการหายใจติดขัดเหมือนคนสำลักน้ำ และจะทำให้ระดับออกซิเจนในเลือดลดลง เป็นผลให้ขาดออกซิเจนไปเลี้ยงสมองระหว่างนั้นอาจทำให้เซลล์สมองเสื่อมได้

การตรวจการนอนกรนทำได้อย่างไร

1. ตรวจร่างกายโดยแพทย์ แพทย์จะตรวจร่างกายอย่างละเอียดทางหู คอ จมูก เพราะสาเหตุเริ่มต้นอาจพบความผิดปกติตั้งแต่จมูก โพรงจมูก หลังโพรงจมูก บริเวณเพดานอ่อน ช่องปาก ต่อมทอนซิล โคนลิ้น เป็นต้น

2. ตรวจพิเศษในท่านอน โดยกล้องส่องตรวจหลอดลมชนิดอ่อนตัวได้ (Flexible fiberoptic laryngoscope) บริเวณโพรงหลังจมูก ตำแหน่งเพดานอ่อนและโคนลิ้น (เฉพาะคนไข้บางราย)

3. ตรวจด้วยการเอกซเรย์ เพื่อหาตำแหน่งที่ตีบแคบของทางเดินหายใจส่วนบน

4. การตรวจความผิดปกติจากการนอน (Polysomnography : PSG / Sleep Lab)เป็นการตรวจการหายใจที่สัมพันธ์กับการทำงานของหัวใจและสมองขณะหลับ การตรวจการนอนหลับนี้ประกอบด้วย

การตรวจวัดคลื่นสมอง เพื่อวัดระดับความลึกของการนอนหลับ และการตรวจวัดการทำงานของกล้ามเนื้อขณะหลับ หลับได้สนิทมากน้อยแค่ไหน ประสิทธิภาพการนอนดีเพียงใด ในบางคนที่มีลมชักขณะหลับ

การตรวจดูการเปลี่ยนแปลงของคลื่นไฟฟ้าหัวใจขณะหลับ เพื่อดูว่าหัวใจมีการเต้นผิดจังหวะ ที่อาจมีอันตรายได้หรือไม่ มากน้อยเพียงใด

การตรวจวัดความอิ่มตัวของระดับออกซิเจนในเลือดแดงขณะหลับ เพื่อตรวจดูว่าร่างกาย มีการขาดออกซิเจนหรือไม่ในขณะหลับ แล้วหยุดหายใจหรือหายใจเบา

การตรวจวัดลมหายใจ ที่ผ่านเข้าออกทางจมูกและปาก และการตรวจวัดการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อทรวงอกและกล้ามเนื้อหน้าท้องที่ในการหายใจ ดูว่ามีการหยุดหายใจหรือเปล่า เป็นชนิดไหน ผิดปกติมากน้อยหรืออันตรายแค่ไหน

ตรวจวัดการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อทรวงอก และกล้ามเนื้อหน้าท้อง ที่ใช้ในการหายใจ

ตรวจเสียงกรน ดูว่ากรนจริงหรือไม่ กรนดังค่อยแค่ไหน กรนตลอดเวลาหรือไม่ กรนขณะนอนท่าไหน

การตรวจท่านอน ในแต่ละท่านอนมีการกรนหรือการหายใจผิดปกติแตกต่างกันอย่างไร

การรักษาภาวะนอนกรน

เป็นความเข้าใจผิดที่คนส่วนใหญ่คิดว่าการนอนกรนเป็นเรื่องทั่วๆ ไปที่ไม่จำเป็นต้องรักษา แต่ความจริงแล้วการนอนกรนเป็นเรื่องที่ควรเอาใจใส่ และควรเข้ารับการตรวจรักษาหากมีอาการรุนแรง โดยเบื้องต้นผู้ป่วยสามารถปฏิบัติได้ด้วยตนเองเพื่อบรรเทาอาการ เช่น ควบคุมน้ำหนักไม่ให้เกินเกณฑ์ ออกกำลังกายเพื่อให้ร่างกายและกล้ามเนื้อแข็งแรง หลีกเลี่ยงการนอนหงายโดยพยายามนอนในท่าตะแคงข้างและนอนศีรษะสูงเล็กน้อย

หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ หรือยานอนหลับ หรือยากล่อมประสาทก่อนนอน กรณีที่เป็นการนอนกรนชนิดอันตรายที่มีการหยุดหายใจร่วมด้วย ควรเข้าพบแพทย์เฉพาะทางเพื่อรับการรักษาโดยแพทย์อาจเลือกใช้เครื่องช่วยหายใจ Nasal CPAP ซึ่งเป็นเครื่องครอบจมูกขณะหลับ เพื่อช่วยให้หายใจสะดวกขึ้น วิธีนี้ปลอดภัย และได้ผลดีในผู้ป่วยเกือบทุกราย หรือแพทย์อาจรักษาโดยวิธี Somnoplasty คือการจี้กระตุ้นให้เพดานอ่อนหดตัวลง โคนลิ้นหดตัวลง หรืออาจตัดสินใจใช้วิธีการผ่าตัดเอาส่วนที่ยืดยานออก ซึ่งการจะพิจารณาเลือกรักษาโดยวิธีใดนั้น ก็ขึ้นกับความเหมาะสมในแต่ละกรณีไป

ป้ายกำกับ: ,

อันตรายที่พึงระวังจากอาหาร (Lisa)

มันฝรั่งทอด คุกกี้ และขนมเค้กมีไขมันชนิดเลวซึ่งจะลดไขมันชนิดดีหรือการกินถั่วดิบก็อาจทำให้เยื่อบุลำไส้อักเสบ ฯลฯ


มันฝรั่งทอดและคุกกี้ รวมทั้งขนมเค้ก มีกรด Trans Fat สูง ซึ่งมันจะเพิ่มคอเลสเตอรอลชนิดเลว (LDL) ในเลือด ลดไขมันชนิดดี (HDL) และมันจะไปสะสมในผนังหลอดเลือด ซึ่งจะทำให้หลอดเลือดอุดตันและเพิ่มความเสี่ยงกับโรคหัวใจและหลอดเลือด


กาแฟ การดื่มกาแฟมากเกินไปอาจทำให้ใจสั่น ว้าวุ่น อาเจียน หัวใจเต้นผิดปกติ และมีปัญหาเกิดขึ้นกับกระเพาะอาหาร หากใครดื่มกาแฟมากเกินไปเป็นประจำแล้วเลิกดื่มทันที อาจทำให้ปวดศีรษะ นอกจากนี้ ในชาและโกโก้ก็มีสารชนิดเดียวกับกาแฟ


ธัญพืช หากใครที่มีปัญหากับการย่อยโปรตีน Gluten ก็จะมีปัญหากับการย่อยธัญพืชซึ่งมีโปรตีนที่ว่านี้ คือ ร่างกายจะทำปฏิริยากับโปรตีน Gluten จนทำให้ท้องเสีย และหากไม่หลีกเลี่ยงการกินโปรตีนที่ว่านี้ ก็อาจก่อให้เกิดโรคกระดูกพรุน ต่อมธัยรอยด์อักเสบ เบาหวาน และโรคซึมเศร้า


ถั่วดิบ อาจมีพิษซึ่งจะทำให้เกิดการอักเสบของเยื่อบุลำไส้ได้ หากกินถั่วดิบมากเกินไปอาจทำให้เซลล์ตายได้ แต่ถ้าถั่วผ่านการหุงต้มให้สุกก็จะทำลายสารพิษที่ว่านี้ได้


น้ำผึ้ง ไม่ควรให้ทารกกินน้ำผึ้ง เพราะในการคั้นน้ำผึ้งอาจมีแบคทีเรียติดค้างซึ่งจะเป็นอันตรายต่อทารก ทำให้ลำไส้อุดตัน และอาจเข้าไปในระบบเลือด ส่งผลให้กล้ามเนื้อไม่ทำงาน


ลูกอมแก้ไอ ยาอมแก้ไอมีน้ำมันหอมระเหย หากกินในปริมาณมากอาจทำให้รู้สึกคลื่นเหียน อาเจียน และมีปัญหากับไต หรือหากมีเมนธอลมากเกินไป จะมีผลกับกล้ามเนื้อหัวใจ ทำให้หัวใจห้องบนเต้นผิดจังหวะ


มันฝรั่งกรุบกรอบ การผลิตมันฝรั่งกรุบกรอบทำให้เกิดสาร Acrylamide ทั้งนี้ ยังมีการทดลองกันยังไม่เพียงพอที่จะสรุปได้ว่ามันมีผลกับพันธุกรรมมากแค่ไหน แต่จากการทดลองกับสัตว์พบว่ามันกระตุ้นให้เกิดมะเร็ง โดยเฉพาะเมื่อกินในปริมาณมาก


thanks;women.kapook.com

ป้ายกำกับ:

4 วิธีดูแลความงาม ด้วยเกลือป่น

คุณอาจคาดไม่ถึงว่าเกลือที่คุณใช้ปรุงอาหารอยู่ทุกวันนั้น ก็สามารถช่วยดูแลความงามให้คุณได้ด้วย ยังไงน่ะเหรอ? นี่คือรายละเอียด



ช่วยทำให้ผิวนุ่มขึ้น



เกลือนอกจากจะทำความสะอาดได้อย่างล้ำลึกและเป็นตัวต่อต้านเชื้อแบคทีเรียตามธรรมชาติแล้ว ยังช่วยขัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วให้หลุดลอกออกไปได้ด้วย โดยใช้เกลือผงประมาณหนึ่งกำมือนวดเบาๆ เป็นแนววงกลมลงบนผิว แล้วล้างน้ำออก



ช่วยเพิ่มน้ำหนักให้เส้นผม



คุณอาจสังเกตเห็นว่าเวลาไปเที่ยวทะเลแล้วเส้นผมมักจะอยู่ทรงสวย นั่นก็เพราะเกลือในน้ำทะเลจับตัวอยู่บนเส้นผม ทำให้เส้นผมมีน้ำหนักและอยู่ทรงได้ คุณสามารถมีผมสวยอย่างนั้นโดยไม่ต้องลงทะเลได้ โดยผสมเกลือผงหนึ่งช้อนโต๊ะเข้ากับน้ำสะอาดหนึ่งถ้วย คนให้เข้ากันแล้วเทลงในขวดสเปรย์ จากนั้นก็ฉีดลงบนเส้นผมในขณะแต่ทรง แล้วปล่อยให้แห้งเองตามธรรมชาติ



ขจัดความมันเยิ้ม



ในการทำให้ผิวที่เป็นมันเยิ้มดูไม่เป็นเงา รวมทั้งทำให้ทุกสภาพผิวดูมีชีวิตชีวาขึ้นนั้น ก็ผสมเกลือครึ่งช้อนชาเข้ากับคลีนเซอร์ที่คุณใช้ล้างหน้าตามปกติ จากนั้นก็นวดลงบนผิวหน้าแล้วล้างออกด้วยน้ำให้สะอาด



ทำความสะอาดล้ำลึก



คุณสามารถทำความสะอาดผิวหน้าอย่างล้ำลึก ด้วยการผสมแครอทสับละเอียด ¼ ถ้วย เกลือผง ½ ช้อนชา และมายองเนส 1 ½ ช้อนชา แล้วตีให้เข้ากัน จากนั้น นำมาทาลงบนใบหน้าที่ยังชื้นๆ อยู่ ทิ้งไว้ 10 นาทีแล้วล้างน้ำออก





ขอขอบคุณข้อมูลจาก

ป้ายกำกับ:

วันอาทิตย์ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2552

อาหารชนิดใด ใช้เวลาย่อยนานที่สุด

อาหารชนิดใด ใช้เวลาย่อยนานที่สุด? (อสมท)

แต่ละมื้อที่เรากินไปบางคนอาจจะไม่รู้ว่ากว่าอาหารจะย่อยเนี่ยต้องใช้เวลากี่นาที หรือเป็นชั่วโมง วันนี้เรามาดูกันว่า ของโปรดเราที่กินกันทุกวันเนี่ยเป็นอาหารที่ย่อยยากรึเปล่า

30 นาที น้ำ กาแฟ และแกงจืด

1 ชั่วโมง ขนมปังขาว โยเกิร์ต นม ผลิตภัณฑ์นม และผลไม้ที่ให้สุกด้วยการหุงต้ม

2 ชั่วโมง ผลไม้ ผัก มันผรั่งบด ปลาไขมันต่ำ

3 ชั่วโมง ครัวซองต์ ขนมปังโฮสวีต

4-7 ชั่วโมง เนื้อหมู ของทอด เห็ด ผลไม้เปลือกแข็ง

8-9 ชั่วโมง ขาหมู ผักกะหล่ำ

ป้ายกำกับ: ,

เลือกกิน Fast-Food อย่างฉลาด ต้องทำไง

เลือกกิน Fast-Food อย่างฉลาด ต้องทำไง? (อสมท)

ใครบ้างที่รู้ทั้งรู้ว่าของกินเหล่านี้เป็นตัวทำน้ำหนักทั้งนั้น แต่ก็ยังกินไม่บันยะบันยัง... และใครบ้างที่อยากเปลี่ยนพฤติกรรมการกิน Fast-Food วิธีเลือกกินต่อไปนี้อาจช่วยให้คุณได้อะไรมากกว่าอาหารจานด่วนค่ะ

พิซซ่าหน้าผัก - หรือเมนูที่มีส่วนผสมของผักและผลไม้ต่างๆ จะช่วยเพิ่มกากใยอาหาร วิตามิน และเกลือแร่ที่แม้จะมีอยู่น้อยนิด แต่ก็ดีกว่ารับแป้งและไขมันไปอย่างเดียวเต็มๆ

เติมได้ไม่อั้น...ไม่เอา! - ประเภทน้ำอัดลมแก้วเดียวแต่เติมหลายหน คุ้มเงินก็จริงแต่ไม่คุ้มกับสุขภาพกระดูกที่อาจพรุนได้ ในอนาคตหรอกค่ะ สั่งเป็นน้ำเปล่าหรือน้ำผลไม้สดมาดื่มจะดีกว่า

สั่งชุดเล็กไว้ก่อน - เพราะความหิวบางครั้งก็เป็นแค่เพียงอารมณ์อยากกิน พอได้ลิ้มรสชาติก็หายอยากแล้ว ไม่จำเป็นต้องกินให้อิ่มแทนข้าวหรอกค่ะ แต่ถ้าหิวจริงก็อย่ารอให้หิวจัด สั่งสลัดมารองท้องก่อนจะได้ไม่ต้องกินจานหลักเข้าไปมาก

ต้องใจแข็งเข้าไว้- อย่าเพิ่มชีส เพิ่มแป้ง หรือเพิ่มสารพัดความพิเศษที่เป็นคาร์โบไฮเดรตและไขมันให้กับมื้อนี้อีกเลย เพราะสิ่งที่เพิ่มขึ้นมา ก็คือน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นด้วย

เท่านี้คุณก็อยู่กับอาหารที่ชื่นชอบได้ แต่ก็อย่าให้บ่อยนัก ลดและละบ้าง

ป้ายกำกับ: ,

ป้องกันผิวแพ้เสื้อผ้า ในหน้าฝน (เดลินิวส์)

ป้องกันผิวแพ้เสื้อผ้า ในหน้าฝน (เดลินิวส์)

ไม่ว่าจะยุคไหนสมัยไหน แฟชั่น "ยีน" ก็ไม่เคย ตกยุคหรือล้าสมัยสักที ยังคงเป็นแฟชั่นยอดฮิตตลอดกาล เพราะทำให้ผู้ที่สวมใส่เกิดความโดดเด่นคล่องตัว ซึ่งปัจจุบันคุณสุภาพสตรีนิยมใส่แบบรัดรูปเพื่อเน้นให้เห็นสัดส่วนมากขึ้นดูแล้วเซ็กซี่ แต่คุณๆ ทราบหรือไม่ว่าอาจมีภัยแฝงไว้ด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะหน้าฝนจะทำให้ผิวหนังเราเกิดการแพ้เสื้อผ้าและติดเชื้อได้ง่ายขึ้น

นายแพทย์ประวิตร พิศาลบุตร แพทย์โรคผิวหนัง ให้ความรู้ว่า ในช่วงฤดูฝนนี้เราจะพบโรคผิวแพ้เสื้อผ้าบ่อยขึ้น เนื่องจากเมื่อเสื้อผ้าเปียกชื้น เชื้อราและเชื้อแบคทีเรียจะเติบโตได้ดีในที่อับชื้น ยิ่งเราสวมใส่เสื้อผ้ารัดรูปด้วยยิ่งจะทำให้เกิดการเสียดสี ความร้อน ความชื้นและเหงื่อออกมาก กระตุ้นให้เกิดการแพ้เสื้อผ้ามากขึ้นตามไปด้วย โดยเฉพาะแฟชั่นสมัยนี้นิยมสวมใส่กางเกงยีนรัดรูปเพื่อเน้นรูปร่าง ซึ่งความจริงแล้วกางเกงยีนถูกผลิตขึ้นมาเพื่อใส่ทำงานกลางแดด หรือทำงานลุยๆ เพราะมีความหนา แข็งแรง ทนทาน เมื่อเรานำมาใส่เป็นแฟชั่น หากยีนเปียกน้ำจะแห้งช้ากว่าผ้าปกติทั่วไปทำให้เกิดความอับชื้นและติดเชื้อเพิ่มมากขึ้น

อาการทั่วไปมักพบเป็นผื่นคันตามจุดที่เกิดการอับ เช่น ผู้ชายที่สวมเสื้อเชิ้ตและผูกเนกไทแน่นจะเป็นผื่นคันตามลำคอ ผู้หญิงที่สวมเสื้อแขนรัดจะพบผื่นตามด้านหน้า หรือด้านหลังของรักแร้หรือสวมกางเกงรัดเป็นผื่นตามขาหนีบ นอกจากการติดเชื้อที่ผิวหนังแล้วยังส่งผลให้เกิดกลิ่นอับ กลิ่นตัว หรือบางครั้งอาจมีกลิ่นที่อวัยวะเพศด้วยเพราะเหงื่อระเหยได้ยาก ซึ่งบางคนมองข้ามไม่สนใจ

สำหรับผ้าที่เหมาะสมกับสภาพอากาศบ้านเรา คือ เสื้อผ้าที่ตัดเย็บจากผ้าฝ้ายบริสุทธิ์จะไม่ทำให้เกิดอาการแพ้ แต่มักจะยับยู่ยี่และหดง่ายจึงไม่เป็นที่นิยม ส่วนผ้าไหมนั้นไม่ค่อยก่อให้เกิดการแพ้ แต่ประเภทของเนื้อผ้าที่ต้องระวังคือ ผ้าขนสัตว์และผ้าไนลอน เพราะทำให้ผิวหนังระคายเคืองและเกิดลมพิษ สำหรับผู้ที่ใส่เสื้อผ้าไนลอนมักเกิดผดผื่นคัน เพราะเนื้อผ้าจะกันไม่ให้เหงื่อระเหยออกมา โดยวิธีการป้องกันการแพ้เสื้อผ้าคือการซักล้างเสื้อผ้าอย่างสะอาดและระวังไม่ให้มีผงซักฟอกตกค้างอยู่ หลังจากนั้นให้นำเสื้อผ้ามาผึ่งแดดจนแห้งสนิท ที่สำคัญควรลดน้ำหนักตัวลงด้วยเพราะคนอ้วนเสื้อผ้ามักจะเสียดสีกับผิวหนังมาก ส่วนกางเกงยีนแฟชั่นรัดรูปนั้นสวมใส่ได้หากใส่เป็นครั้งคราวไม่ใส่ทุกวันหรือใส่นอน

คุณหมอประวิตร แนะนำเพิ่มเติมว่า ถ้ามีความจำเป็นหรือกลัวตกเทรนด์ ตกยุค ล้าสมัย ก็สามารถใส่เสื้อผ้าไนลอน หรือผ้ายีนออกงาน ได้ แต่หากกลับมาบ้านแล้วควรถอดออกทันที ไม่ใส่ซ้ำกันหลายๆ ครั้ง และเวลานอนควรสวมใส่เสื้อผ้าที่โปร่งสบายหากเป็นไปได้ไม่จำเป็นต้องใส่ยกทรงหรือกางเกงในเวลานอน เพื่อปล่อยให้จุดอับชื้นต่างๆ ได้มีอากาศหายใจบ้าง

ถึงแม้จุดอับชื้นจะซ่อนเร้นอยู่ภายในร่มผ้าแต่หากเกิดอาการคันขึ้นมาในที่สาธารณะจะทำอย่างไร...? ถ้าทนไม่ไหวเอามือล้วงเข้าไปเกา หากมีใครเห็นจะขายหน้าแค่ไหน...? ดังนั้นเราจึงควรหันมาใส่ใจสุขภาพในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ กันด้วยนะคะ เพียงแค่นี้ก็สามารถอินเทรนด์ตามแฟชั่นได้อย่างเฉิดฉายไม่อายใครแล้ว

ป้ายกำกับ:

จูบปาก.. ติดเอดส์ไหม? (อสมท)

คำว่า การจูบปาก มีหลายแบบ หลายวิธี พิศดารล้ำลึก บางแบบจะสามารถติดโรคเอดส์ได้ บางแบบจะไม่ติดต่อกับโรคเอดส์ ถ้าคุณหอมแก้มกัน ใช้จมูกชนกับแก้มของใครคนหนึ่งแบบนี้ หอมกันซัก 3 – 4 ฟอด ก็จะไม่ติดโรคเอดส์ หรือถ้าคุณจูบปากกัน ปากต่อปาก จูจุ๊บกันเบาๆ จูบปากกันอย่างแผ่วเบา แล้วผละออกจากกัน แล้วจุมพิตกันใหม่ อย่างแผ่วเบาแบบนี้ จะไม่ติดโรคเอดส์



แต่ถ้าคุณจูบปากกัน ปากต่อปาก แบบปากประกบปาก แล้วค่อยๆ ใช้ลิ้นสอด ตวัดชอนไชไปฝั่งตรงกันข้าม จูบซดกันแบบถึงพริกถึงขิง แบบที่เขาเรียกกันว่า French Kiss หรือแบบในหนังเรตอาร์นั้น แบบนี้แหละที่ มีโอกาสติดเชื้อ ไวรัสเอดส์ ได้สูงพอสมควร ทั้งนี้เนื่องจากการจูบแบบนี้จะมีโอกาสเกิดแผลถลอกได้ง่ายในช่องปาก ที่ปากและลิ้น ทำให้มีเชื้อเอดส์หลุดรอดติดต่อกันได้ทางเลือด ทางรอยถลอกเล็กๆ นี้ และเราเรียกว่า ทางน้ำคัดหลั่ง น้ำเมือกนี้ก็ติดต่อเอดส์ได้ แต่ทางน้ำลายจะไม่ติดต่อเอดส์



การจูบปากกันสามารถทำให้ติดโรคไวรัสเริมได้




โรคเริม คือ กลุ่มของตุ่มน้ำพองใส อยู่ที่ริมฝีปาก มีอาการปวดแสบปวดร้อน คัน ไม่หายขาด มีโอกาสกลับเป็นซ้ำอีกครั้ง การจูบปากแบบธรรมดาจูจุ๊บเบาๆ ก็สามารถติดต่อโรคเริมได้



การจูบปากแบบซดกันถึงพริกถึงขิง แบบ French Kiss อันนี้แน่นอนว่า ติดโรคเริมได้ง่ายมาก การใช้แก้วน้ำร่วมกัน ลิปสติกร่วมกัน ก็สามารถติดต่อโรคเริมได้



มาถึงบทสรุปแล้ว คุณจะเห็นว่า การจูบนั้นมีความสำคัญมาก จูบนั้นอาจจะประทับใจหรือจูบนั้นอันตราย ขอให้ลองพิจารณาดูให้ดี ก็แล้วกัน ขอให้คุณโชคดีกับการจูบนะคะ

ป้ายกำกับ: , ,

อาหารสำหรับสาวไอที (อสมท.)

อาหารสำหรับสาวไอที (อสมท.)

นอกจากเครื่องคอมพิวเตอร์จะมีประโยชน์แล้ว ในทางตรงกันข้ามก็มีโทษต่อสุขภาพอย่างร้ายกาจเช่นกัน

การใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ จะทำให้ระบบประสาทเสื่อม และเกิดโรคเครียด ภาพและตัวอักษร ที่เคลื่อนไหวอยู่หน้าจอนั้น มีโทษต่อสายตา และการใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ อาจทำให้ปวดเอว และหัวไหล่ได้อีกด้วย

ถึงแม้ว่าคอมพิวเตอร์จะมีโทษอย่างไร เราก็ต้องใช้มันต่อไป เมื่อเป็นเช่นนี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการ จึงเสนอว่า ผู้ที่ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์บ่อยๆ ควรใส่ใจกับการกินอาหารที่บำรุงสุขภาพให้แข็งแรง และป้องกันโรคต่างๆ ได้ เช่น


อาหารกลางวัน ควรเลือกอาหารที่อุดมไปด้วยโปรตีน เช่น เนื้อ นม ไข่ ปลา และถั่ว

อาหารเย็น ควรเป็นอาหารเบา และรสจืด ซึ่งกินผัก เหมาะที่สุด

นอกจากนี้ ยังควรกินอาหารบำรุงสมองและประสาทตา ได้แก่ ปลา กุ้ง ไข่ จมูกข้าวสาลี ถั่วลิสง

ส่วนอาหารที่บำรุงประสาทตา ได้แก่ ผักบุ้ง ฟักทอง ตับ ไข่ไก่ นม ผัก มะเขือเทศ ปวยเล้ง


นอกจากการรับประทานอาหารบำรุงร่างกายแล้ว สิ่งที่เราควรทำอีกอย่างหนึ่งคือ หลีกเลี่ยงการใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ นานๆ และควรดื่มน้ำมากๆ เมื่อเป็นสาวไอทีเต็มรูปแบบแล้ว ก็ควรดูแลตัวเองด้วยนะคะ


ขอบคุณ http://health.kapook.com/

ป้ายกำกับ: ,

วันพฤหัสบดีที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2552

สุขภาพดีเริ่มที่ลำไส้

เมื่อคืนนี้ดิฉันมีอาการนอนไม่หลับทั้งๆ ที่ปกติเป็นคนที่หัวถึงหมอนก็หลับได้ทันที พลิกไปพลิกมาอยู่หลายตลบว่าวันนี้เราไปทำอะไรมาบ้าง ก็ระลึกขึ้นมาได้ว่าวันนี้เรามีชีวิตที่รีบเร่งจนลืมทำธุระสำคัญยิ่ง

นั่นคือการขจัดเอาของเสียออกจากร่างกายเพราะรีบออกจากบ้านตั้งแต่ท้องฟ้ายังมืดมิด ไปว่ายน้ำแล้วเจอะเจอเพื่อนที่ไม่ได้พบกันนาน คุยกันตั้งแต่ในสระน้ำจนอาบน้ำแต่ตัวเสร็จ แล้วก็ต้องรีบไปทำธุระทีนัดไว้ กว่าจะเสร็จเอาช่วงบ่ายก็รีบกลับบ้านที่เขาใหญ่ เมื่อมาถึงก็มัวติดพันอยู่กับธุระในครัว จนอาบน้ำเสร็จมารู้ตัวอีกทีก็นอนตาไม่หลับเสียแล้ว


เมื่อระลึกได้ดังนี้ดิฉันจึงรู้สาเหตุของการนอนไม่หลับ รีบลุกขึ้นมาบริหารท่าโยคะที่ช่วยให้ลำไส้บีบตัว ดื่มน้ำอีกทางหนึ่งปรากฏว่าไม่ถึง 10 นาทีก็ต้องรีบเข้าห้องน้ำจัดการกับการถ่วงหนักในลำไส้ไปเสียได้ จึงได้นอนตาหลับเสียที


บางคนอาจจะคิดว่าสุขภาพที่ดีต้องเริ่มต้นที่การกินอาหารที่ดีมีประโยชน์ต่อร่างกาย หรือออกกำลังการสม่ำเสมอหรืออะไรก็แล้วแต่ แต่สำหรับดิฉันแล้วคิดว่าสุขภาพดีเริ่มต้นที่การขจัดเอาขยะในร่างกายเราทิ้งไปเสียก่อน


ประเทศสหรัฐอเมริกาได้ทำข้อมูลเมื่อหลายๆ ปีมาแล้วว่าผู้ชายอเมาริกันขนาดมาตรฐานคนหนึ่งๆ นั้นจะมีขยะ ที่ร่างกายไม่ต้องการตกค้างอยู่ในลำไส้ถึงคนละ 5 กิโลกรัม (จนถึงปัจจุบันนี้อาจจะมากกว่า 5 กิโลกรัมก็ได้เพราะลองพิจารณาดูหุ่นของคนอเมริกันดูก็แล้วกัน) ฟังแล้วอาจจะนึกว่าคนเรานี่สามารถเก็บของเสียของเน่าไว้ในร่างกายมากมายขนาดนั้นเชียวหรือ


อย่าเพิ่งคิดว่าเป็นไปได้ คนเรากินอาหารเฉลี่ยกันวันละ 3 มื้อ แล้วบางคนยังกินจุกกินจิบระหว่างมื้ออีก ถ้าลองเอาอาหารที่กินใน 1 วันวางกองเข้าไวในถาดคงจะได้กองโตอยู่ อาหารพวกนี้ถ้าเราค่อยๆ บรรจงเคี้ยวให้ละเอียดเนียนดีก่อนกลืนมัน ก็คงจะซึมไปหล่อเลี้ยงร่งกายได้มากและได้ดี ถ้าเคี้ยวให้ละเอียดเนียนดีก่อนกลืนมันก็คงจะซึมซับไปหล่อเลี้ยงร่างกายได้มากได้ดี ถ้าเคี้ยวแบบกลัวใครจะมาแย่งกินก็คงจะหยาบ ร่างกายย่อยยากย่อยไม่ได้ก็ส่งไปจนถึงลำไส้ใหญ่ที่จะบีบคั้นออกมาเป็นของเสียให้เราขับออกทางทวาร


มีใครลองเทียบกันไหมว่าเจ้าของเสียที่ออกมากับเจ้าอาหารกองโตที่เรากินเข้าไปนั้นมันจะพอๆ กันหรือเปล่าหรือมากน้อยกว่ากันเท่าไร


มีข้อมูลที่ได้จากการวิจัยอันน่าสนใจว่าสำหรับคนที่ชอบกินอาหารที่อุดมด้วยไขมันและเนื้อสัตว์สูงนั้น จะถ่ายอุจจาระประมาณวันละ 3-4 ออนซ์เท่านั้น และใช้เวลาให้อาหารเดินทางนับใส่เข้าปากจนออกมาทางทวารนั้นถึง 2-3 วันทีเดียว ยิ่งในรายผู้สูงอายุหน่อยที่ระบบอะไรต่อมิอะไรมันชักจะด้อยประสิทธิภาพลง ก็อาจใช้เวลามากกว่า 1 อาทิตย์ (ฟังแล้วน่าตกใจเป็นอย่างยิ่ง สำหรับผู้ที่กำลังจะสูงอายุเช่นดิฉัน) ส่วนคนที่ชอบกินผักผลไม้มากๆ คือชอบอาหารประเภทเส้นใย จะถ่ายอุจจารวันละประมาณ 13-17 ออนซ์ และใช้เวลาให้อาหารเดินทางกว่าออกมาเป็นเวลาประมาณ 20-30 ชั่วโมง


นั่นแปลว่าไอ้อะไรที่ใส่เข้าไปทางปากทั้งหมดนั้นไม่ได้ออกมาหมดหรอกนะ ต้องมีที่ตกค้างบูดเน่าอยู่ในท้องในไส้เราเป็นแน่ มีนักเรียนที่มาเรียนทำอาหารสุขภาพกับดิฉันท่านหนึ่งเล่าให้ฟังว่า เธอเป็นโรคท้องผูกแบบคลาสสิกมาก ผูกเป็นปกติไม่ไล่ไม่ออก มีอยู่ครั้งหนึ่งที่เธอปวดท้องมากจนทนไม่ไหว จึงเอาน้ำสบู่ฉีดสวนเข้าไปอย่างแรงและก็พลันมีก้อนแข็งๆ เท่าลูกบอลลูกเล็กลูกหนึ่งหล่นพรวดออกมา ไม่รู้ว่ามาได้อย่างไร มันอัดกันกลม แข็ง แน่น เหนียว อย่างน่าสยดสยองที่เดียว


อาการเกี่ยวกับการมีของบูดเน่าค้างเป็นขยะอยู่ในร่างกายเรานี้แสดงออกมาได้หลายอย่าง เป็นต้นว่า ท้องอืดแน่นเรอเหม็นเปรี้ยว ลมในท้อง ท้องผูก ท้องเสียหรืออาการถ่ายไม่ปกติ บางทีอาจปวดหัวหรือนอนไม่หลับ อาจผิวพรรณไม่ผุดผ่องหรือมีผื่นคัน เป็นต้น ของสำคัญก็คือ ขืนเรายังทำตัวเป็นนักอนุรักษ์ของเก่าไว้ในร่างกายเรานานๆ เข้าร่างกายเราก็ดูดซับเอาของเสียนี้กลับมาเลี้ยงร่างกายต่อไป เป็นบ่อเกิดของโรคภัยต่างๆ ได้


เมื่อรู้อย่างนี้แล้วเราก็ควรทำลำไส้ของเราให้สะอาด อย่าให้มีของเน่าตกค้างอยู่มากมาย พยายามกำจัดมันเสีย ก่อนอื่นเรามาดูกันว่าลำไส้ของเรานั้นมีหน้าที่ทำอะไรบ้าง


อันลำไส้ใหญ่นี้อยู่ในช่องท้องด้านล่าง ถัดจากทวารขึ้นไปยาวประมาณ 5 ฟุตกว่า มีหน้าที่รับเอาเจ้ากากอาหารที่เหลือสุท้ายร่างกายย่อยไม่ได้แล้ว มาจัดการบีบ รีดเอาน้ำและสารอาหารพวกวิตามิน เกลือแร่ออกมาให้หมดเป็นครั้งสุดท้ายรีดของดีๆ ออกมาได้เท่าไรก็ส่งกลับผ่านตับไปเลี้ยงร่างกายต่อไป ส่วนกากที่เหลือก็จะขยับรัดตัวไล่ให้กากนี้เลื่อนเคลื่อนตัวออกไปให้พ้นจากร่างกายผ่านทางทวาร ถ้าหากมีอะไรที่ไม่ดี เป็นอันตรายต่อผนังลำไส้ที่มีหน้าที่ดูดซับผ่านมา ลำไส้ก็จะป้องกันตัวเองด้วยการผลิตเมือกปิดกั้นผนังไว้ไม่ระคายเคืองได้ ถ้าขืนเรายังใส่ของไม่ดีให้ร่างกายต่อไป ร่างกายก็จะสร้างเมือกนี้ไปเรื่อยๆ มากขึ้นๆ จนอาจเหลือทางให้กากาอาหารเดินผ่านแคบลงๆ และยังอาจทำให้ระคายเคือง ผนังลำไส้ก็จะปูดออกตรงโน้นตรงนี้ เกิดเป็นอาการลำไส้อักเสบได้ และเมื่ออักเสบมากขึ้นก็ย่อมเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งได้


คราวนี้ในลำไส้ของเราก็จะต้องมีแบคทีเรียอยู่ 2 ชนิดคือตัวดี และตัวเลว ลำไส้ที่แข็งแรงมีประสิทธิภาพจะต้องมีแบคทีเรียชนิดดีมากๆ และมีชนิดเลวน้อยๆ บางทีเราอาจจะนึกไม่ถึงว่าเราเองนั้น เป็นผู้สะสมเลี้ยงดูเจ้าแบคทีเรียชนิดเลวไว้อย่างมากมาย ในลำไส้ของเราเองนี้ แบคทีเรียชนิดเลวอาจเกิดจากการบูดเน่าสะสมของเสียในลำไส้หรือการกินของที่ทำให้เกิดการบูดเน่า เช่นมีการวิจัยว่าการกินเนื้อสัตว์ก่อให้เกิดจากการบูดเน่าในลำไส้ได้ ส่วนแบคทีเรียชนิดดีนั้นก็อาจมาจากการกินอาหารที่ดี การไม่สะสมของบูดเน่าไว้ในลำไส้ ของหมักดองบางชนิดที่เกิดจากการหมักดองด้วยวิธีธรรมชาติจะทำให้เกิดแบคทีเรียที่ดีได้ เช่น โยเกิร์ตหรือเต้าเจียวที่เกิดจากการหมักจากธรรมชาติ เป็นต้น และการกินยาประเภทยาฆ่าเชื้อหรือยาปฏิชีวนะ (Antibiotics) จะเป็นการทำลายแบคทีเรียชนิดดีให้ล้มตายระเนระนาดเลยทีเดียว ข้อนี้ต้องระวังกันให้มากเพราะเห็นคนไทยเรานี้อึกอักก็กินยาปฏิชีวนะกันเป็นว่าเล่นแม้แต่เด็กเล็กๆ


แบคทีเรียชนิดที่ดีจะทำหน้าที่ควบคุมชนิดเลวไว้ว่าอย่ากำเริบโอหัง จงอยู่อย่างสงบ มึนจึงทำหน้าที่ควบคุมท้องร่วง ท้องผูก ช่วยลดคลอเรสเตอรอล และช่วยให้ร่างกายย่อยอาหารได้ดีขึ้นอีกด้วย


คราวนี้มาถึงวิธีที่เราควรจะดูแลลำไส้ใหญ่ของเราให้มีสุขภาพดี ที่ทำได้ด้วยการใส่ใจในเรื่องต่างๆ ดังนี้

-เคี้ยวอาหารให้ละเอียดก่อนกลืน อย่าทำตัวเป็นเด็กวัดหรือเด็กนักเรียนประจำที่กลัวว่าจะอดกิน ให้หัดให้เป็นนิสัยที่จะค่อยๆ เคี้ยว ค่อยๆ กลืน แล้วก็อย่าพูดมากเวลากินอาหาร

-เลือกอาหารที่กิน รู้ว่าอะไรไม่ดีจะไปบูดไปเน่าหรือย่อยยาก ไขมันเยอะ ของทอด ของเสียก็หลีกเลี่ยงเสีย นึกเสียว่านี่เราจะดันทุรังกลืนเอาของเน่าเข้าไปทำไม หัดกินของที่มีเส้นใยมากขึ้น

- ดูแลเรื่องขับถ่ายในชีวิตประจำวันให้สม่ำเสมอ หมั่นสังเกตว่าการขับถ่ายของเราเป็นอย่างไร ที่ออกมานั้นสุขภาพดีไหม นุ่มนวล สีสวย ไม่แข็งโป๊กหรือลีบเล็ก กะปริดกะปรอย หรือเป็นเม็ดขนุน เรื่องขับถ่ายนี่เป็นเรื่องที่ปล่อยปละละเลยไม่ได้ที่เดียว หัดสังเกตว่าเรากินอะไรท้องจะผูก วันไหนของเสียยังไม่ออกมาก็อย่ารื่นเริงไปกินเลี้ยงเอาขยะใส่เพิ่มพูนเข้าไปอีก

-เพื่อให้ระบบของลำไส้ดีขึ้น ก็ต้องหมั่นออกกำลังกายเพื่อกระตุ้นให้ลำไส้ได้เคลื่อนไหว ทำงานมีประสิทธิภาพเราจะเห็นว่าคนสมัยใหม่นี้ท้องผูกกันมากขึ้น เพราะกินแต่แป้งขัดขาวกับน้ำตาล และไขมัน มองไปทางไหนก็เห็นแต่ร้านเบเกอรี่เปิดกันทุกหัวมุมถนน แถมยังไม่ทำสวนทำไร่ กวาดบ้านถูเรือน ได้แต่นั่งกินนอนกิน ก็เห็นจะจบลงด้วยโรคภัยนี่เอง


ขอขอบคุณบทความดีๆ จาก นิตยสาร ผู้หญิง วันนี้

ป้ายกำกับ: ,

ความเครียดสามารถทำให้อ้วนได้

ผลการวิจัยล่าสุดระบุว่า ความเครียดนอกจากจะส่งผลร้าย ต่อสุขภาพจิตของคุณแล้ว มันยังนำไปสู่ความอ้วนได้ด้วย โดยเฉพาะผู้ที่มีเกิดความเครียดบ่อย ๆ หรือประเภทเครียดเรื้อรังนั้นยิ่งน่าเป็นห่วง เพราะมันทำให้น้ำหนักของคุณเพิ่มขึ้นอย่างน่ากลัว ซึ่งอาการดังกล่าวนี้ เห็นได้บ่อย จากทั้งชายและหญิงวัยกลางคน


Pamela Peeke ผู้เชี่ายวชาญจาก University of Maryland School of Medicine ใน Baltimore ซึ่งเป็นผู้แต่งหนังสือเรื่อง Fight Fat After Forty กล่าวว่า เมื่อคนเกิดความเครียด สมองจะหลั่งฮอร์โมนที่เกี่ยวกับความเครียด หรือ Stress Hormone ออกมา ซึ่งฮอร์โมนดังกล่าวนั้นจะไปกระตุ้นเซลในร่างกายเก็บไขมันมากขึ้น


Peeke ซึ่งเป็นอดีตนักวิทยาศาสตร์อาวุโส ของ National Institutes of Health กล่าวต่อว่า ในช่องท้องจะมีเซลรับไขมัน ที่มีความเกี่ยวพันธ์อยู่กับ Stress Hormone และ Stress Hormone นี้จะเป็นตัวกระตุ้นให้มันรับไขมันมากขึ้น นอกจากนี้ยังย้ำว่า ร่างกายมนุษย์จะเก็บสะสมไขมัน เมื่อถูกกระตุ้นให้เกิดความรู้สึกของการต่อสู้ เหมือนกับเป็นกลไกในการปกป้องตนเอง

Peeke กล่าวต่อไปว่า กลไกดังกล่าวนั้นทำงานได้เหมาะสมดีกับมนุษย์ยุคบรรพบุรุษ แต่สมองของเราไม่สามารถแยกแยะความแตกต่างระหว่างความเครียดที่เกิดจากการเอาตัวรอ
ด และความเครียดแบบเรื้อรังที่เกิดขึ้นกับบางคนในทุก ๆ วัน ดังนั้นผู้ที่มีความเครียดเป็นประจำ จึงสะสมไขมันมากกว่าคนปกติ หรือคนที่มีอารมณ์ผ่อนคลาย

อย่างไรก็ตาม Peeke บอกว่า เทตนิคในการผ่อนคลายความเครียดนั้นอาจไม่เพียงพอ ที่จะขจัดปัญหาความอ้วนอันเนื่องมาจากความเครียดได้ แต่วิธีที่ดีที่สุดคือ การป้องกันการหลั่งของ Stress Hormone ด้วยการออกกำลังกาย เพราะในเวลาที่ออกกำลังกายนั้นร่างกายจะผลิต Beta Endorphin ซึ่งจะเป็นตัวป้องกันการหลั่ง Stress Hormone โดยการออกกำลังกายนั้น ก็ควรเป็นไปในลักษณะของการทำเป็นประจำ คืออย่างน้อยสัปดาห์ละสองครั้ง ครั้งละประมาณ 30 - 40 นาที ทั้งสำหรับผู้ชายและผู้หญิง

นอกจากนี้ การรับประทานอาหารที่ดีก็มีส่วน คือพยายามจำกัดอาการประเภทโปรทีน และแป้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงหลัง 5 โมงเย็นเป็นต้นไป

ผู้เชี่ยวชาญยังย้ำอีกว่า ความความอ้วนอันเนื่องมาจากความเครียด เป็นสิ่งที่ป้องกันได้ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือเราจะต้องมีความเข้าใจถึงสิ่งทำให้เราเกิดความเครียดให้
ได้ก่อน ซึ่งถ้าหากสามารถแก้ไขจุดที่ก่อให้เกิดความเครียดได้ นั้นหมายถึงว่าเราสามารถควบคุมสถานการณ์ได้

ป้ายกำกับ: ,

โรคทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง

ขณะนี้ เชื้อไวรัสที่มีลักษณะคล้ายโรคปอดอักเสบ กำลังแพร่ระบาดไปทั่วโลกส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 75 ราย และติดเชื้อโรคอีกว่า 2000 ราย ( 3 เมย. 2546)โดยส่วนใหญ่จะอยู่ในเอเชีย โรคนี้ เป็นอย่างไร มาติดตามจากคำถามที่ถูกถามบ่อย ๆ กันครับ

โรคทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง หรือที่เรียกว่า SARS คืออะไร
นักวิทยาศาสตร์ระบุว่า โรค SARS ( Severe Acute Respiratory Syndrome) เกิดจากไวรัสพันธุ์ใหม่ ที่มาจากตระกูล coronavirus ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคหวัดธรรมดา หรือ Common cold นั่นเอง แต่ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคติดต่อของสหรัฐระบุว่ามีหลักฐานมากยิ่งขึ้นที่บ่งชื้ว่า ไวรัสชนิดนี้เป็นต้นเหตุสำคัญของSARS แต่ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า ยังมีงานในห้อง labที่ต้องทำอีกมากเพื่อระบุลักษณะที่แน่ชัดของไวรัสนี้ และการพัฒนาวัคซีน ของโรคนี้ จะต้องใช้เวลาอีกหลายปี

ทางด้านองค์การอนามัยโลกระบุว่า โรคนี้มีต้นกำเนิดมากจากมลฑลกวางตุ้งของประเทศจีนก่อนจะแพร่ระบาดไปที่ฮ่องกง และต่อมาที่เวียดนาม สิงคโปร์ และแคนาดา โดยต่อมามีผู้พบโรคนี้ในที่อื่น ๆ ซึ่งรวมถึงในสหรัฐ ฝรั่งเศส อังกฤษ ไต้หวันและเยอรมนี ในขณะที่นักวิทยาศาสตร์ฮ่องกง และองค์การอนามัยโลก กล่าวว่า เชื้อนี้อาจมีต้นกำเนิดมาจากสัตว์ ถึงแม้ไวรัสชนิดนี้ ดูไม่เหมือนกันเชื้อไวรัสในคนหรือสัตว์ที่เป็นที่รู้จักกันก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพในฮ่องกงกล่าวว่า เชื้อนี้ไม่มีความเกี่ยวพันกับเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ A และ B และเชื้อไวรัสไข้หวัดนก H5N1 ที่สามารถก้าวข้ามสายพันธุ์มายังมนุษย์จนส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตในฮ่องกงไปแล้วเมื่อปี 1997 เจ้าหน้าที่ด้านสุขภาพของฮ่องกงกล่าวว่า SARS เป็นชนิดหนึ่งของโรค atypical pneumonia ซึ่งมักเกิดจากเชื้อไวรัสเช่นเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ adenovirus และไวรัสทางเดินหายใจประเภทอื่น นอกจากนี้ atypical pneumonia ยังอาจเกิดจากจุลชีพประเภทอื่น ๆ เช่น Legionella Bacteria และ องค์การอนามัยโลกระบุว่า ไม่มีสัญญาณบ่งชื้ว่า SARS มีความเกี่ยวพันกับการก่อการร้ายทางชีวภาพ


อาการของโรคเป็นอย่างไร
องค์การอนามัยโลก บอกว่า อาการหลัก ๆ ของ SARS คือ ไข้สูง ไอแห้ง หอบ หรือหายใจลำบาก นอกจากนี้ จะมีผลเอ็กซเรย์ปอดที่เปลี่ยนแปลงไปซึ่งเป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงโรคปอดอักเสบเกิดขึ้นมาด้วย SARS อาจจะเกี่ยวพันกับอาการอื่น ๆ อีกเช่น หนาวสั่น ปวดหัว กล้ามเนื้อแข็ง เบื่ออาหารครั่นเนื้อครั่นตัวสับสน มีผื่นคัน และท้องเสีย ซึ่งผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพกล่าวว่าโรคนี้ใช้เวลาในการฟักตัวราว 2 –7 วัน โดยส่วนใหญ่จะใช้เวลา 3 – 5 วัน ก่อนที่ผู้ป่วยจะเริ่มแสดงอาการคล้ายหวัดออกมา
.

โรคนี้อันตรายมากแค่ไหน
อัตราการเสียชีวิตของโรคนี้ อยู่ในระดับ 3-5 %โดยในฮ่องกงนั้น ผู้ป่วยที่ติดเชื้อนี้ ต่างแสดงอาการปอดอักเสบรุนแรง เหมือนกันหมดและอาจก่อให้เกิดอาการแทรกซ้อนมากมายตามมา โดยผู้ป่วยจะมีอาการทรุดลงอย่างรวดเร็วมาก ใช้เวลาเพียงแค่ 5 วันเท่านั้น

ผู้ป่วยจะได้รับการบำบัดรักษาอย่างไร
ในขณะนี้ ไม่มีวิธีการบำบัดรักษาที่เฉพาะเจาะจง สำหรับโรคดังกล่าว แต่คณะแพทย์ทั่วโลกกำลังทำการรักษาด้วยยา ribavirinซึ่งเป็นยาต้านไวรัสประเภทหนึ่ง และยาสเตียรอยด์ โดยคณะแพทย์กล่าวว่า ถ้าหากผู้ป่วยที่ไม่มีอาการเจ็บป่วยรุนแรงอย่างอื่น สามารถได้รับการรักษาแต่เนิ่น ๆก็อาจจะหายได้

ซึ่งแพทย์ชั่นนำของฮ่องกงรายหนึ่งกล่าวว่า
ผู้ป่วยบางคนที่มีอาการหนักที่สุดในฮ่องกง กำลังได้รับการรักษาอย่างประสบผลสำเร็จ โดยการใช้แอนติบอดี้ ในเซรุมจากผู้ป่วยที่มีอาการดีขึ้น ซึ่งการใช้แอนติบอดี้ บ่งชี้ว่า ผู้ที่มีอาการดีขึ้นสามารถสร้างภูมิคุ้มกันโรคได้ระดับหนึ่งในอนาคต แต่ผู้เชี่ยวชาญบางรายไม่ปฏิเสธความเป็นไปได้ที่ผู้ที่เคยเป็นโรคนี้ จะกลับมาติดเชื้อซ้ำอีก

โรค SARS แพร่ระบาดอย่างไร
องค์การอนามัยโลก และผู้เชี่ยวชาญของฮ่องกงกล่าวว่า ไวรัสดังกล่าว แพร่ระบาดผ่านทางละอองที่เกิดจากการจามหรือไอ และการติดเชื้อโดยตรงดังกล่าวมักเกิดขึ้นภายในรัศมี 3 ฟุต หรือ 1 เมตรไวรัสนี้ยังสามารถแพร่กระจายทางอ้อม เนื้องจากสามารถมีชีวิตภายนอกร่างกายมนุษย์เป็นเวลา 3-6 ชั่วโมง การสัมผัสกับวัตถุใด ๆ ที่ปนเปื้อนละอองที่มีไวรัสดังกล่าว เช่น โทรศัพท์ที่ปนเปื้อนเชื้อ อาจนำไปสู่การติดเชื้อหากบุคคลนั้นสัมผัสดวงตา จมูก หรือปาก นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญ ด้านสาธารณะสุขไม่ปฏิเสธความเป็นไปได้ว่า ไวรัสนี้อาจแพร่กระจายทางอากาศซึ่ง
เพิ่มความรุนแรงของการติดเชื้ออย่างมาก และจึงทำให้ยากต่อการควบคุม

ไวรัสนี้แพร่ระบาดได้รวดเร็วแค่ไหน
องค์การอนามัยโลก กล่าวว่า SARSดูเหมือนจะมีความสามารถในการติดเชื้อน้อยกว่าไข้หวัดใหญ่ และไม่มีการแพร่ระบาดอย่างรุนแรงหากมีการใช้มาตราการป้องกัน ขณะที่หัวหน้าฝ่ายสาธารณะสุขของฮ่องกง กล่าวว่า มี
การติดเชื้อในระดับสูง และเจ้าหน้าที่ฮ่องกงกล่าวว่าสามารถฆ่าไวรัสนี้ได้ด้วยการใช้น้ำผสมนำยาฟอกขาวผ้าที่ใช้กันโดยทั่วไป

เชื้อไวรัส SARS นี้ แพร่กระจายไปทั่วโลกได้อย่างไร
ความรวดเร็วในการเดินทางระหว่างประเทศก่อให้เกิดความเสี่ยงสูงที่ผู้ป่วยจะสามารถแพร่กระจายเชื้อนี้ไปทั่วโลกได้อย่างรวดเร็ว เมื่อมีผู้ติดเชื้อเดินทางเขาสามารถแพร่กระจายเชื้อนี้ให้แก่ผู้โดยสารคนอื่นบนเครื่องบินลำเดียวกัน และยังสามารถแพร่ไปยังผู้ที่อยู่ในจุดหมายปลายทางของเขา

ใครมีโอกาสติดเชื้อนี้มากที่สุด
ผู้เชี่ยวชาญจากฮ่องกงบอกว่าเชื้อนี้มักอยู่ในของเสียเช่น เสมหะ หรือเสลด ขณะที่ผู้ติดเชื้อมีอาการป่วยหนักและต้องนำส่งโรงพยาบาล ดังนั้น เชื้อไวรัสนี้จึงมีแนวโน้มที่จะแพร่กระจายไปยังเจ้าหน้าที่สาธารณะสุขที่ให้การรักษาผู้ป่วยหรือสมาชิกในครอบครัวที่ดูแลผู้ป่วย

ผู้ติดเชื้อควรได้รับการดูแลอย่างไร
องค์การอนามัยโลกบอกว่าควรจัดให้อยู่ในห้องที่แยกต่างหาก และเจ้าหน้าที่สาธารณะสุขและผู้มาเยี่ยมควรสวมหน้ากาก แว่นตา ผ้ากันเปื้อน ผ้าคลุมศีรษะ และถุงมือเมื่อสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย

การเดินทางในขณะนี้ปลอดภัยหรือไม่
องค์การอนามัยโลก ไม่ได้แนะนำให้มีการจำกัดการเดินทางไปยังประเทศใด ๆ ในโลก อย่างไรก็ตาม ผู้เดินทางทุกคนควรตระหนักถึงอาการและสิ่งบ่งชี้ของโรค SARS และผู้ที่เคยมีอาการเหล่านี้และเคยสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ที่ถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคนี้ มีประวัติหรือเคยเดินทางไปพื้นที่ ๆ มีผู้ป่วยและมีการแพร่ระบาดของโรค ควรขอคำแนะนำจากแพทย์ และแจ้งให้เจ้าหน้าที่สาธารณะสุขทราบถึงข้อมูล และผู้เดินทางที่มีอาการเหล่านี้ ไม่ควรจะเดินทางอีก
จนกว่าจะฟื้นตัวขึ้นอย่างเต็มที่

คำแนะนำอื่นๆ
เท่าที่ฟังดูเหมือนว่า โรคนี้ติดต่อค่อนข้างง่าย นั่นคือ ถ้าไม่จำเป็นในช่วงนี้ ไม่ควรไปในที่ๆ มีคนมากๆ แออัด เช่น โรงภาพยนตร์ ห้างสรรพสินค้า โดยไม่จำเป็น โดยเฉพาะเด็กหรือคนแก่ ไม่ควรไปได้ยิ่งดีครับ

ในส่วนของหน้ากาก ถ้ามีอาการหวัดควรใส่หน้ากาก (mask) เพื่อไม่ให้ฟุ้งกระจายไปหาคนอื่น แต่ในส่วนของการป้องกัน ต้องใช้ หน้ากาก แบบ N95 เป็นอย่างน้อย หน้ากากผ้า หรือ หน้ากากกระดาษทั่วไป ไม่สามารถกันโรคได้ ถ้าเกิดต้องไป contact โรคจริงๆ เช่นไปเยี่ยมญาติ ที่ป่วยด้วยโรคนี้ หรือ เป็นบุคลากรด้านสาธารณสุข ฯลฯ

ถ้ามีอาการผิดปกติ ควรรีบไปหาแพทย์ และ ปฎิบัติตามที่แพทย์บอกอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะในเรื่องของ การกักตัวเพื่อดูอาการครับ เพราะ ถ้าทุกคนไม่ร่วมมือโรคจะยิ่งแพร่กระจาย และ เกิดผลร้ายตามมาครับท่านสามารถติดตามเรื่องนี้เพิ่มเติมได้จาก website ของกระทรวงสาธารณสุข ครับ




โดย นพ.ธเนศ พัวพรพงษ์ จากเวป http://www.thaiclinic.com

ป้ายกำกับ: ,

โรคกระเพราะปัสสาวะอักเสบและติดเชื้อ

โรคกระเพราะปัสสาวะอักเสบและติดเชื้อเป็นอีกโรคหนึ่งที่ผู้หญิงป่วยเป็นกันมาก ส่งผลทำให้ยาปฏิชีวนะที่ใช้รักษาโรคนี้ขายดิบขายดี แต่ผู้ป่วยหลายรายพออากาศทุเลาขึ้นก็กลับมาเป็นอีก ต้องกลับมากินยาดังกล่าวอีก จนเชื้อดื้อยาและทำให้ป่วยเรื้อรังยิ่งขึ้น

อาการอย่างไรที่บ่งบอกว่ากระเพาะปัสสาวะติดเชื้อมาแล้วแน่ๆ
ลักษณะอาการเบื้องต้นของโรคนนี้ที่ชัดเจนก็คือ จะรู้สึกปวดปัสสาวะบ่อย แต่เวลาที่ปัสสาวะจะรู้สึกระคายเคืองแสบขัด และมีอาการปวดมากบริเวณท้องน้อยร่วมด้วย



เชื้อโรคชนิดใดที่ก่อให้เกิดอาการดังกล่าวขึ้น
เชื้อที่เป็นตัวการทำให้เกิดอาการเช่นนี้คือ เชื้อแบคทีเรีย อี-โคไล (E-coli Bacteria) ซึ่งสามารถจะเข้าสู่กระเพาะปัสสาวะได้โดยผ่านทางท่อปัสสาวะ

เพราะเหตุใดโรคนี้จึงพบได้บ่อยในผู้หญิง
เนื่องจากท่อปัสสาวะของเพศหญิงมีขนาดที่สั้นกว่าท่อปัสสาวะของผู้ชายถึง 10 เท่า กล่าวคือความยาวโดยเฉลี่ยของท่อปัสสาวะเพศชายจะยาวประมาณ 10 นิ้ว ขณะที่ท่อปัสสาวะของเพศหญิงโดยเฉลี่ยจะยาวเพียง 1 นิ้วเท่านั้น ด้วยเหตุนี้การรุกรานของเชื้อโรคนี้เข้าสู่กระเพาะปัสสาวะในเพศหญิงจึงสะดวกและง่ายดายกว่ามาก

จะมีวิธีการดูแลตัวเองอย่างไรที่จะช่วยป้องกันไม่ให้เชื้อโรคดังกล่าวทำอันตรายเราได้
โดยปกติอวัยวะในส่วนนี้ของคนเรานั้นจะมีภูมิคุ้มกันบางอย่างที่สามารถต้านทานและกำจัดเชื้อโรคต่างๆ รวมทั้งเชื้อชนิดนี้ด้วย ทำให้เชื้อโรคทั้งหลายอยู่ในสภาพที่สมดุลและในปริมาณที่ไม่อาจจะทำอันตรายเราได้ ซึ่งนั่นก็หมายความว่าเราจะต้องคอยใส่ใจดูแลให้ภูมิต้านทานส่วนนั้นแข็งแรงและสมดุลอยู่เสมอ วิธีการป้องกันก็ไม่มีอะไรยุ่งยาก เพียงแค่
- หมั่นดื่มน้ำสะอาดหรือน้ำผลไม้อย่างสม่ำเสมออย่างน้อยวันละ 2 ลิตร
- รับประทานผักผลไม้ที่อุดมไปด้วยวิตามินซีเป็นประจำเพราะวิตามินซีจะช่วยให้ภูมิต้านทานของร่างกายแข็งแรง และทำให้ปัสสาวะมีฤทธิ์กำจัดเชื้อโรคได้ดีขึ้น
-การเช็ดทำความสะอาดปากทวารหนักที่ถูกวิธีนั้นควรเช็ดออกไปทางด้านหลังไม่ใช่เช็ดย้อนมาทางด้านหน้าเพราะจะทำให้เกิดการติดเชื้อได้
-ปัสสาวะทุกครั้งภายหลังจากการว่ายน้ำ อบซาวน่า หรือร่วมเพศเสร็จ
- ในแต่ครั้งที่ปัสสาวะควรจะปัสสาวะให้สุด ทั้งนี้ก็เพื่อให้น้ำปัสสาวะช่วยขับเชื้อโรคออกไป และไม่ให้เหลือปัสสาวะตกค้างไว้ให้เสี่ยงต่อการติดเชื้อได้


หากไม่แน่ใจว่าป่วยเป็นโรคดังกล่าวหรือไม่จะมีวิธีการใดช่วยตรวจสอบ
ทางที่ดีควรปรึกษาแพทย์ และควรเป็นแพทย์เฉพาะทางที่เชี่ยวชาญเกี่ยวกับโรคระบบปัสสาวะโดยตรง ซึ่งแพทย์ก็จะทำการตรวจวินิจฉัยด้วยเครื่องอัลตร้าซาวนด์เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงของอาการผิดปกติดังกล่าว เมื่อค้นพบจุดที่เป็นปัญหาแล้ว การเยียวยารักษาให้หายขาดก็จะสามารถทำได้ง่ายขึ้น


ขอบคุณบทความดีๆ จากหนังสือนิตรยสาร LISA

ป้ายกำกับ:

บุหรี่กับชีวิต

ในปัจจุบันเป็นที่ยอมรับทั่วไปว่า การสูบบุหรี่เป็นอันตรายร้ายแรงต่อสุขภาพทำให้เกิดโรคต่าง ๆ ดังนี้



1. โรคมะเร็งปอด เป็นโรคมะเร็งที่พบมากเป็นอันดับ1 ของชาวไทย รองจากมะเร็งตับ ผู้เป็นโรคนี้จะทุกข์ทรมานมาก มีจุดเริ่มต้นที่หลอดลม มะเร็งส่วนหนึ่งจะอุดหลอดลม ทำให้หายใจลำบาก หอบเหนื่อย ไอเป็นโลหิต เจ็บหน้าอก น้ำหนักลด เพราะปอดถูกแย่งที่อากาศหายใจไปโดยมะเร็ง นอกจากนี้ยังสามารถแพร่กระจายออกไปนอกปอดได้ เช่น ต่อมน้ำเหลืองที่คอ กระดูกหน้าอก การแพร่กระจายไปที่อื่นโดยเฉพาะที่กระดูกทำให้เกิดความเจ็บปวดมาก สมอง เป็นจุดที่มะเร็งปอดชอบแพร่กระจายไป หรือ ไขสันหลัง ทำให้ผู้ป่วยเป็นอัมพาต เดินไม่ได้ ช่วยตัวเองไม่ได้ บางรายก็ถ่ายปัสสาวะ อุจจาระไม่ได้ ซึ่งเป็นการทุกข์ทรมารอย่างยิ่ง

โรคมะเร็งปอด โอกาสหายจากโรคมีน้อย มีผลจากการสูบบุหรี่มากถึง 90% กลุ่มที่มีโอกาสหายนั้น คือกลุ่มที่สามารถตัดมะเร็งออกได้หมด ซึ่งมีเพียง 10% หายในที่นี้หมายถึงว่ามีโอกาสอยู่ได้เกิน 5 ปี ผู้ที่ผ่าตัดไม่ได้ อาจรักษาโดยการใช้เคมีบำบัดช่วยลดความทุกข์ทรมาณ และช่วยยืดชีวิตได้บ้างพวกที่อาจจะใช้เคมีบำบัดได้ผลดีมีประมาณ 54% ผู้ที่เป็นโรคมะเร็งปอดแล้วไม่ได้รับการรักษา โอกาสที่จะมีชีวิตอยู่ถึง 1 ปี นั้นไม่มี ผู้ที่รักษาด้วยเคมีบำบัดได้ผล จะมีโอกาสอยู่รอดเกิน 1 ปีได้ 80% เกิน 2 ปีประมาณ 45% ปี อยู่เกิน 3 ปี 7% นับว่าเป็นที่น่าพอใจ แต่ค่าใช้จ่ายในการรักษาเป็นเงินจำนวนที่สูงมาก



วิธีป้องกันโรคมะเร็งปอด ทำได้ง่ายมาก คือ ไม่สูบบุหรี่ หรือ เลิกสูบบุหรี่

โรคมะเร็งปอด เป็นโรคที่ไม่มีอาการแน่นอนในระยะเริ่มแรก ถ้าทราบจากอาการ ก็มักจะสายเกินแก้เสมอ รัฐบาลออสเตรเลีย บังคับให้เขียนหน้าซองบุหรี่ว่า การสูบบุหรี่ทำให้เกิดโรคมะเร็งปอดได้

2. โรคถุงลมปอดโป่งพอง ปอดประกอบด้วยถุงลมเล็ก ๆ เป็นจำนวนมาก สารพิษจากควันบุหรี่จะทำให้ผนังถุงลมบางโป่งพองและแตกมารวมกัน การซึมผ่านของออกซิเจนมาสู่ปอดไม่สะดวก ร่างกายขาดออกซิเจน มีอาการเหนื่อยหอบ ไอเรื้อรัง แน่นหน้าอก โรคนี้ไม่มีโอกาสหาย ทรมาณไปตลอดชีวิต



3. โรคเส้นโลหิตแดงเข็งตัวและตีบ เป็นอุปสรรคต่อการส่งเลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น เกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด จะมีอาการเจ็บหน้าอกอย่างรุนแรง เป็นเหตุตายอย่างเฉียบพลัน เส้นเลือดที่ไปเลี้ยงสมองตีบ ทำให้มีอาการมึนงง ปวดศีรษะ ความจำเสื่อมเป็นอาการของสมองเสื่อมสมรรถภาพ



4. โรคหลอดลมอักเสบเรื้อรัง มีอาการระคายคอ ไอเรื้อรัง มีเสมหะเป็นประจำ บั่นทอนสุขภาพ ร่างกายไม่แข็งแรง

โรคอื่น ๆ ที่พบได้

- มะเร็งริมฝีปาก ลิ้น คอ หลอดอาหาร กระเพาอาหาร
- มะเร็งหลอดลม กล่องเสียง
- มะเร็งของไต และ กระเพาะปัสสาวะ
- สมรรถภาพทางเพศเสื่อมทั้งหญิงและชาย
-สตรีมีครรภ์สูบบุหรี่ จะมีผลกระทบต่อทารก อาจแท้งหรือคลอดก่อ นกำหนด

บุหรี่เป็นเหตุตายก่อนวัยอันสมควร สูบบุหรี่ 1 มวน อายุสั้นลง 5-6 นาที


ขอบคุณข้อมูลจาก

บริษัท แกล็กโซสมิทไคล์น (ประเทศไทย) จำกัด . คู่มือ "อดบุหรี่อย่างไรให้สำเร็จ"

กองป้องกันและบำบัดการติดยาเสพติด สำนักอนามัย. "ภัยใกล้ตัวคุณ" พิมพ์ครั้งที่ 2.

ป้ายกำกับ: ,

การอดบุหรี่อย่างไรให้สำเร็จ

วางแผนสู่ความสำเร็จ

คนเรามักจะประสบความสำเร็จในการเลิกสูบบุหรี่ได้ดีกว่าถ้าหากรู้ว่าหนทางข้างหน้าต้องเผชิญกับอุปสรรคอะไรบ้าง และวางแผนล่วงหน้าว่าจะจัดการกับมันอย่างไร แบบฝึกหัดต่อไปนี้จะช่วยคุณวางแผนพิชิตการเลิกบุหรี่

เตรียมพร้อม
ทบทวนรวบรวมเหตุผลที่อยาก เลิกสูบบุหรี่, และวางแผนวิธีการรับมือกับปัญหาต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้ขณะที่คุณพยายามจะเลิก
กำหนดวัน กำหนดวันที่คุณจะเลิกสูบบุหรี่ และเตรียมตนเองและคนรอบข้างให้พร้อม เพื่อให้คุณสามารถเลิกบุหรี่ได้จริง ๆ
หยุดสูบ สำหรับ 2-3 วันแรกที่คุณได้หยุดสูบบุหรี่แล้ว วางแผนบรรจุกิจกรรมต่าง ๆ มากมายที่จะช่วยให้คุณไม่กลับไปสูบบุหรี่อีก


เตรียมพร้อม
คุณคงคิดมาบ้างแล้วว่า ทำไมคุณถึงสูบบุหรี่ และทำไมคุณจึงอยากเลิก ทำรายการบรรดาเหตุผลต่าง ๆ ที่ทำให้คุณอยากสูบ พยายามเขียนให้เฉพาะเจาะจง ลองคิดดูซิว่ามันทำให้คุณรู้สึกอย่างไร

ตัวอย่างจากผู้ที่สูบบุหรี่คนอื่น ๆ
"มันทำให้ฉันมีสมาธิดีขึ้นในการทำงาน"
"มันทำให้มือฉันมีอะไรทำ"
"มันช่วยฉันคลายเครียดจากปัญหาครอบครัว"
คราวนี้ให้คุณนึกดี ๆ ว่าทำไมคุณจึงอยากเลิกตอนนี้

ตัวอย่าง
"ฉันต้องการให้ลูก ๆ ภูมิใจในตัวฉัน"
"ผมอยากรู้สึกว่าผมเป็นนายตัวเอง"
"ผมอยากมีพละกำลังมากกว่านี้ และไม่ไออย่างที่เป็นอยู่"
"ผมอยากรู้สึกสบายใจเวลาต้องไปสถานที่ต่าง ๆ ที่ห้ามสูบบุหรี่"
"ฉันเกลียดกลิ่นบุหรี่ที่ติดตัวฉัน"

ก่อนหน้านี้คุณอาจจะเคยพยายามที่จะเลิกมาแล้วประสบการณ์ครั้งนั้นจะเป็นประโยชน์อย่างมากในการวางแผนให้ความพยายามครั้งใหม่ประสบผลสำเร็จ
"ผมสูบบุหรี่มา 18 ปี เริ่มตั้งแต่ผมเป็นวัยรุ่นและได้พยายามเลิกมาแล้วถึง 2 ครั้ง และมีครั้งหนึ่งที่ผมไม่แตะบุหรี่เลยเป็นเวลา 2-3 เดือน มาคราวนี้มันแตกต่างอย่างไรรู้มั๊ย? ก็หนนี้ผมมั่นใจว่า ผมพร้อมที่จะสู้ถึงที่สุดผมเบื่อหน่ายการสูบบุหรี่มันหมดสนุกไปแล้วแถมยังสร้างปัญหาให้อีกลูก ๆ ผม ภรรยา ทุก ๆ คน อยากให้ผมเลิก ตอนนี้ผมตั้งใจจะเลิกบุหรี่ให้ได้จริง ๆ ครับ"

กำหนดวันเลิกบุหรี่

วันที่คุณกำหนดว่าจะเลิกสูบบุหรี่จะเป็นวันที่คุณตัดขาดจากมันโดยสิ้นเชิง
สิ่งที่ต้องคำนึงถึง
อย่าเลือกวันที่ทำให้เลิกได้ยากเช่น - มีญาติมาเยื่ยมที่บ้าน หรือ วันที่มีนัดหมายการประชุมที่สำคัญ หรือ มีงานเลี้ยงสังสรรค์

ข้อแนะนำ
เลือกวันพิเศษที่มีความหมายสำหรับคุณ
-วันเกิดลูก
- ครบรอบวันสำคัญ
-บางคนจะใช้วันที่มีการทำความสะอาดบ้านโดยกำจัดบุหรี่ทั้งหมดในคืนก่อนวันนั้น
- วันที่คุณปลอดโปร่งมีเวลาสำหรับกิจกรรมที่ปราศจากบุหรี่

"ผมเคยคิดว่าบุหรี่คือเพื่อนที่ดีที่สุดแต่ตอนนี้ผมรู้แล้วว่าเพื่อนคนนี้คือคนที่ฉุดผมลงเหว เพียงรู้จักแค่มวนเดียว ผมต้องอาศัยความพยายามอย่างหนักเพื่อที่จะเลิกมัน และคราวนี้ผมต้องทำให้มันแตกต่างจากคราวก่อน ๆ ที่ผมจะเลิก ผมเขียนทุกอย่างลงไปในสมุด ไปขอคำปรึกษาจากแพทย์ทานยาช่วย และพูดคุยกับเพื่อนที่เลิกสูบบุหรี่แล้ว ดูเหมือนเป็นเรื่องที่ยุ่งยากก่อนที่จะลงมือจริง ๆ แต่ผมรู้ว่ามันจะง่ายขึ้นกับการจัดการ และผมยังมีโอกาสที่ดีกว่าทุก ๆ ครั้งที่ผ่านมา"

ก่อนถึงวันเลิกสูบบุหรี่
-เปลี่ยนวิธีชีวิตประจำวันให้แตกต่างจากเดิมเมื่อตอนสูบบุหรี่ -ใช้เส้นทางอื่นขับรถไปทำงาน
- เปิดฟังสถานีวิทยุที่คุณไม่เคยฟัง
- สลับอันดับกิจกรรมที่เคยทำในช่วงเช้า
-ทำความสะอาดบ้านช่อง ทิ้งสิ่งของทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับบุหรี่ ไม่ว่าจะเป็นที่เขี่ยบุหรี่ ไฟแช็ค
-ทำความสะอาดรถยนต์ ใช้น้ำหอมดับกลิ่น เพื่อขจัดกลิ่นบุหรี่ ที่อาจจะเป็นตัวกระตุ้นความอยาก
-ดื่มน้ำให้มาก ๆ เพื่อชะล้างนิโคตินออกจากร่างกาย
-เมื่อไหร่ที่เกิดอยากขึ้นมา ให้ไปสูบบริเวณที่ทำให้คุณอึดอัด หรือไม่คุ้นเคย
-ใช้มือด้านที่ไม่ถนัดสูบ


วันที่คุณกำหนดว่าจะเลิกสูบบุหรี่

ข้อแนะนำ
- คุณต้องแน่ใจ 100% ว่า ไม่มี บุหรี่ ไฟแช๊ค หรือที่เขี่ยบุหรี่ หลงเหลืออยู่อย่าเก็บซ่อนไว้สำหรับกรณีฉุกเฉิน หรือ วันที่นึกอยากสูบ (วางแผนกิจกรรมที่ทำให้คุณยุ่งทั้งวัน พยายามให้มือคุณมีอะไรทำตลอดเวลา)
- อย่านั่งบนเก้าอี้ตัวโปรด ที่จะทำให้คุณระลึกถึงสถาที่ที่คุณเคยสูบบุหรี่บ่อยๆ
- เปลี่ยนห้องรับประทานอาหารหรือย้ายไปนั่งโต๊ะอื่น
- พยายามอยู่ในบริเวณที่เขาห้ามสูบบุหรี่ให้ได้มากที่สุด

อย่ายอมแพ้
การเลิกสูบบุหรี่เป็นกระบวนการ (ที่ประกอบด้วยขั้นตอนต่าง ๆ)
- การตัดสินใจ
- การวางแผน
- การเอาตัวรอดเมื่อเลิกสูบได้ใหม่ ๆ
- การเป็นคนที่ไม่สูบบุหรี่ตลอดไปอย่างถาวร


ข้อแนะนำ

- เปลี่ยนทัศนคติต่อการสูบบุหรี่เสียใหม่
- ใจจดใจจ่อต่อการเลิกสูบบุหรี่ให้ได้วันต่อวันอย่ากังวลว่าพรุ่งนี้ เดือนหน้า หรือปีหน้าจะเป็นอย่างไร่
- ประเมินความคืบหน้าบ่อย ๆ และให้รางวัลกับตัวเอง
- วางแผนนำเงินที่ประหยัดได้จากการไม่ซื้อบุหรี่มาเป็นรางวัลให้กับตัวเอง เช่น การไปเที่ยวต่างสถานที่


หมั่นเตือนตัวเองว่า

- ความสำเร็จขึ้นกับการวางแผนที่ดี, ไม่ใช่แค่การมีกำลังใจ
- คุณได้เลือกแล้วที่จะไม่สูบบุหรี่-มันทำให้คุณควบคุมตนเองได้
- เมื่อเวลาผ่านไปแต่ละวันคุณจะติดบุหรี่น้อยลงเรื่อย ๆ
- บุหรี่เพียง 1 มวน จะทำให้ความพยายามที่ผ่านมาหมดความหมาย
- พักผ่อนให้มาก ๆ และรับประทานอาหารที่มีประโยชน์
- ถ้านึกอยากสูบขึ้นมา ให้อดทนรอ 2 นาที ไม่ว่าคุณจะสูบหรือไม่สูบก็ตาม ความอยากนั้นจะหมดไปให้นึกเพียงว่าคุณจะผ่านพ้นอีก 2 นาที ถัดจากนั้นได้อย่างไร


ควบคุมตัวเอง

ต่อไปนี้คุณจะได้รู้ว่าในระหว่างการเลิกบุหรี่ จะเกิดอาการอะไรขึ้นบ้างและวิธีจัดการกับมันลองเลือกดูซิว่าคุณจะนำข้อไหนไปใช้ และเขียนเพิ่มเติมวิธีการอื่น ๆ ที่คุณคิดว่ามันน่าจะช่วยคุณได้

อาการ และ ยุทธการสู่ความสำเร็จ

ถ้าอยากสูบบุหรี่ขึ้นมา เบี่ยงเบนความอยากโดย
- หายใจเข้าออกลึก ๆ
- แปรงฟัน

ถ้ารู้สึกหงุดหงิด
- หายใจเข้าช้า ๆ ลึก ๆ 2-3 ครั้ง
- นอนแช่น้ำอุ่นในอ่างอาบน้ำ
- ถ้ามีปัญหานอนไม่หลับ
- ไม่ควรรับประทานกาแฟช่วงบ่ายแก่ ๆ หรือหัวค่ำ
- โทรศัพท์หาแพทย์ของคุณ

ถ้ารู้สึกว่ามันยากลำบาก
- ออกไปเดินเล่นข้างนอก
- หยุดพักผ่อน
- จัดตารางกิจกรรมให้เบาลงเป็นเวลา 2-3 วัน-
เตือนใจตัวเองว่าทุกอย่างจะผ่านพ้นไปในเวลาเพียงไม่กี่วัน

ถ้ารู้สึกเพลียมาก ๆ
- นอนหลับให้เพียงพอ
-กระตือรือร้นให้มากขึ้น, ออกเดินเล่นหรือออกกำลังกาย
- หลับสักงีบในช่วงกลางวันเมื่อมีโอกาส

ถ้าหากมีอาการระบบทางเดินอาหาร เช่น แก๊สในกระเพาะหรือท้องผูก
- ดื่มน้ำมาก ๆ
- รับประทานอาหารที่มีใยอาหาร เช่น ผักสด ผลไม้ ธัญพืช
- ถ้าเป็นไปได้ ออกกำลังกายให้มากขึ้น
- ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรว่ามียาอะไรบ้างที่อาจช่วยอาการเหล่านี้ได้


ถ้าการไอหรือน้ำมูกหยดทำให้รำคาญ เตือนตนเองว่า

- อาการเหล่านี้เป็นสัญญาณบ่งบอกว่าร่างกายได้เริ่มที่จะซ่อมแซมความเสียหายอันเกิดจากการสูบบุหรี่
- แสดงว่าการรักษากำลังได้ผล อาการเหล่านี้มักจะหายไปภายในไม่กี่สัปดาห์หลังเลิกสูบบุหรี่


ถ้าหากคุณมีอาการข้างเคียงอื่น ๆ ให้ปรึกษาแพทย์


"ให้รางวัลที่ยิ่งใหญ่แก่ชีวิต เลิกสูบบุหรี่ตอนนี้และตลอดไป เพื่อตัวคุณเอง และครอบครัวที่คุณรัก"

ขอบคุณข้อมูลจาก

บริษัท แกล็กโซสมิทไคล์น (ประเทศไทย) จำกัด . คู่มือ "อดบุหรี่อย่างไรให้สำเร็จ"

กองป้องกันและบำบัดการติดยาเสพติด สำนักอนามัย. "ภัยใกล้ตัวคุณ" พิมพ์ครั้งที่ 2.

ป้ายกำกับ: , ,

คล้ายพยาธิ แต่ไม่ใช่พยาธิ คุณผู้หญิงระวังให้ดี

โรคที่จะคุยกันอาทิตย์นี้คือ “TRICHOMO-NIASIS” ซึ่งขอเรียกเป็นภาษาไทยแบบชาวบ้านไปก่อนว่า “โรคคันในช่องคลอด” ชื่อเรียกแบบนี้อาจจะไม่ถูกต้องตรงตัว เพราะผมไม่ทราบศัพท์ภาษาไทย ขอใช้เรียกชื่อนี้พลางๆและเมื่อคุยกันถึงอาการโดยละเอียดแล้ว หลายท่านก็คงจะเข้าใจได้ว่ามันคืออะไร

โรคนี้เกิดขึ้นจากการติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เชื้อของมันเป็นเชื้อโรคชนิดหนึ่งอยู่ในกลุ่มพวกโปรโตซัว (PROTO-ZOA) และถ้ามันเจริญเติบโตเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในร่างกายมากๆ ก็จะพัฒนาตัวเองเป็นพวกเชื้อราได้

ขออธิบายสั้นๆสักนิดนะครับว่า เราแบ่งพวกโรคที่มีเชื้อโรคออกเป็น 5 กลุ่มด้วยกัน คือโรคที่มาจากแบคทีเรียกลุ่มหนึ่ง โรคจากไวรัสกลุ่มหนึ่ง โรคจากโปรโตซัวกลุ่มหนึ่ง โรคจากเชื้อรากลุ่มหนึ่ง และโรคจากพยาธิอีกกลุ่มหนึ่ง

โรคจากพยาธิ เช่น ตัวตืด พยาธิหมู ได้พูดถึงเมื่อสองอาทิตย์ที่แล้ว และอาทิตย์นี้ก็กำลังพูดถึงโปรโตซัว และโรคคันในช่องคลอด ซึ่งเชื้อโปรโตซัวชนิดหนึ่งเป็นต้นเหตุ

เชื้อโปรโตซัวตัวที่ทำให้เกิดโรคคันในช่องคลอดนี้ ชื่อว่า TRI-CHOMONAS VAGINALIS ผมเคยเห็นรูปร่างหน้าตาของมัน จากกล้องจุลทรรศน์ในห้องแล็บ รูปร่างคล้ายๆ ปลาหมึก มีหนวดเป็นสายยาวๆ ตอนหัว

ดังที่ได้บอกแล้วนะครับว่าโรคนี้เป็นโรคเกิดจากเพศสัมพันธ์ เกิดการติดต่อและถ่ายโรคไปมาระหว่างหญิงและชาย แต่ ผู้ชายจะได้เปรียบตรงที่ไม่มีอาการรบกวนอะไร ที่เป็นมากๆอาจจะมีอาการคันๆแสบๆที่ท่อปัสสาวะเวลาปัสสาวะเท่านั้น

แต่คุณผู้หญิงนี่สิครับ ต้องรับเคราะห์มากกว่าผู้ชายหลายเท่า และที่น่าสงสารก็คือ คุณผู้หญิงที่ไม่รู้ อีโหน่อีเหน่ อยู่กับบ้านเฝ้าแต่เรือน แล้วคุณผู้ชายไปเที่ยวที่ไหนมาก็ไม่ทราบ เอาโรคคันที่ไม่ปรารถนานี้มาฝากคุณผู้หญิงที่บ้าน

คุณผู้หญิงอยู่ๆก็เกิดอาการคันในช่องคลอดขึ้นมา และระยะต่อมาอาการคันจะมากขึ้นและก็มีอาการแสบ ปัสสาวะมีฟอง ต่อมาก็จะมีอาการอย่างภาษาชาวบ้านเรียกกันว่า “เมนขาว” (DISCHARGE) ซึ่งจริงๆแล้วก็ไม่ขาว มีสีขุ่นๆบ้าง บางทีก็เป็นสีเหลือง และที่ค่อนข้างจะดูร้ายแรงสำหรับคุณผู้หญิงก็คือ มันมีกลิ่นอันไม่พึงปรารถนาออกมาด้วย

โรคนี้สำหรับเมืองไทยสมัยก่อนรู้สึกจะไม่ค่อยมี เพราะพฤติกรรมทางเพศของคนไทย สมัยก่อนยังไม่อู้ฟู่ซู่ซ่าเหมือนสมัยนี้ ซึ่งเพศสัมพันธ์แม้แต่วัยเด็กวัยรุ่นของเราก็เริ่มกันชนิด ที่เหมือนเป็นเรื่องธรรมดาๆทั่วๆไป

ประจักษ์พยานในเรื่องเพศสัมพันธ์ที่น่ากลัวที่สุดก็คือเรื่องโรคเอดส์ ซึ่งเมืองไทยขณะนี้สถิติสูง เกินกว่าประเทศข้างเคียงหลายเท่า โรคเอดส์เกิดจากเพศสัมพันธ์ โรคคันในช่องคลอดก็เกิดจาก เพศสัมพันธ์ และแสดงให้เห็นลึกไปถึงเรื่องพฤติกรรมทางเพศแบบมั่วๆ โดยไม่มีขอบเขตจำกัดของเมืองไทยก็มีกันอย่างแพร่หลายน่าห่วงเป็นอย่างยิ่งด้วย

แม้ว่าโรคคันทางช่องคลอดจะไม่ใช่โรคร้ายแรง แต่ในระยะที่พฤติกรรมทางเพศยังมีลักษณะแบบ มั่วๆอยู่นี้ โรคคันทางช่องคลอด หรืออาการที่เรียกว่ามี “เมนขาว” ก็จะเป็นมากขึ้น มีกลิ่นอัน ไม่พึงประสงค์มากขึ้น ในไม่ช้าจะเกิดอาการเกี่ยวกับมดลูกและรังไข่ และมีโอกาสที่จะกลายเป็นมะเร็งมดลูกและรังไข่ได้

นอกไปจากนั้น สิ่งที่น่าเป็นห่วงก็คือ เด็กเกิดใหม่ก็ปรากฏว่าติดเชื้อจากแม่ซึ่งเป็นโรค คันเรื้อรังนี้ได้อย่างง่ายดาย เป็นการทำลายความเจริญเติบโตและท้าทายภูมิชีวิตซึ่ง จะช่วยให้เด็กเติบโตแข็งแรงเสียตั้งแต่เริ่มเกิด

การแก้ไขและการรักษานั้นไม่ยากเย็นอะไร เมื่อรู้ตัวเชื้อโรคเสียแล้ว ก็หายาที่จะมาทำลายเชื้อโรคนั้นได้ ยาที่ใช้ได้ผลคือ ยาปฏิชีวนะในกลุ่มที่เรียกว่า METRONIDAZOLE ซึ่งมีทั้งยาฉีด ยากิน (ต้องมีใบสั่งแพทย์) และมียาประเภทยาเหน็บพร้อมกันไปด้วย

แต่ที่สำคัญก็คือ ถ้าจะใช้ยานี้สำหรับคุณผู้หญิงผู้เดียวไม่ได้ ผู้ชายซึ่งเป็นต้นตอผู้ถ่ายเทเชื้อนี้ ต้องกินยานี้พร้อมกับคุณผู้หญิงด้วย เพราะมิฉะนั้นแม้คุณผู้หญิงจะหายจากโรคนี้แล้ว แต่พอมีเพศสัมพันธ์กับผู้ถ่ายเท โรคก็จะกลับไปกลับมาไม่มีวันหยุด

อีกประการหนึ่งที่จะป้องกันแก้ไขได้ก็คือ เรื่องพฤติกรรมทางเพศ เลิกมั่ว เลิกเที่ยวสำส่อนเสีย โรคนี้ก็จะหายไปจากเมืองไทยได้ เรื่องยา เรื่องการรักษาไม่ยาก แต่เรื่องการป้องกันโดยแก้ไขพฤติกรรมนั้น ยาก-ยากที่สุด จริงไหมครับ คุณ................

และที่จะแก้ไขป้องกันได้อีกอย่างหนึ่งก็คือ สร้างภูมิชีวิตที่แข็งแรงให้กับตัวเอง ด้วยวิธีชีวจิต นี่ก็ยากเย็นอย่างเหลือเกินอีกเหมือนกัน



ข้อมูลจาก

หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

ป้ายกำกับ: ,

หมอแผนไทยยืนยัน ดื่มฉี่วันละนิดสุขภาพดี

หมอแผนไทยยืนยันน้ำปัสสาวะรักษาสารพัดโรค เผยอเมริกันหัวใสสกัดน้ำปัสสาวะรักษาอัมพาตขายทั่วโลก สร้างรายได้ 500 ล้านดอลลาร์ต่อปี

ด้านหนุ่มปักษ์ใต้คุยกรึ๊บฉี่มา 2 ปี จากที่เคยหัวล้าน ผมกลับดกดำ แถมหายปวดหลังชะงัด ดึงลูกเมียร่วมวงแข็งแรงถ้วนหน้า ชี้รสชาติปัสสาวะบ่งบอกถึงอาหารที่กิน ระบุถ้าเค็มดื่มน้ำน้อย ขมกินสารพิษ เปรี้ยวกินสารกันบูด เป็นการรรีเช็กไปในตัว

เมื่อวันที่ 30 มิ.ย. ที่กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก มีการประชุมวิชาการเรื่อง "น้ำปัสสาวะรักษาโรคได้จริงหรือ" โดยมีวิทยากรผู้เข้าร่วมการประชุมคือพระครูดุษฎีจากสำนักสงฆ์วัดทุ่งไผ่ จ.ชุมพร และ น.พ.บรรจบ ชุณหสวัสดิกุล ผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์ทางเลือก

น.พ.บรรจบ กล่าวว่า คนทั่วไปคิดว่าน้ำปัสสาวะเป็นที่น่ารังเกียจ แต่ความจริงสามารถนำไปบำบัดโรคหลายชนิดได้ ซึ่งเรื่องนี้ได้เขียนไว้ในตำราแพทย์แผนจีนว่า การดื่มน้ำปัสสาวะเด็กผู้ชายที่ร่างกายแข็งแรงจะช่วยให้คนที่มีอาการอ่อนเปลี้ยเพลียแรง มีแรงขึ้นมาได้

ในน้ำปัสสาวะประกอบด้วยน้ำ 95% ยูเรีย 2.5% และสารอื่นๆ อีก 2.5% ถ้าหากถามว่าการที่มีสารต่างๆ เพียงเท่านี้ จะรักษาโรคได้อย่างไร ต้องเรียนว่าการดื่มน้ำปัสสาวะรักษาโรคจะใช้หลักพิษล้างพิษ เช่นเดียวกับการฉีดเซรุ่ม ซึ่งโรคที่ทำการรักษามีตั้งแต่อาการปวดเรื้อรัง ได้แก่ ปวดหลัง ปวดข้อ ไมเกรน ปวดเมื่อยไม่มีสาเหตุ

โรคที่เกี่ยวกับภูมิต้านทาน เช่น โรคภูมิแพ้ ผื่นคัน สะเก็ดเงิน รูมาตอยด์ SLE ประเภทแผลต่างๆ เช่น แผลเบาหวาน แผลไฟไหม้ ส่วนโรคในระบบร่างกายคือ เบาหวาน มะเร็งลำไส้ ตกขาวจากเชื้อรา กลิ่นปาก กลิ่นตัว รวมทั้งยังดูแลผิวพรรณและเส้นผม โดยการรับประทานมีหลายวิธี เช่น นำปัสสาวะ 1 หยด ใส่ลงในน้ำ 1 ช้อนชา เขย่าประมาณ 50 ครั้ง หรือในวันแรกจะหยดปัสสาวะ 1-5 หยดในปาก วันต่อมาอาจจะหยด 6-10 หยด และเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนกว่าเคยชิน

น.พ.บรรจบกล่าวต่อว่า สารยูเรียในปัสสาวะเปรียบเสมือนมอยส์เจอไรเซอร์ หรือสารทำความชื้นในเครื่องสำอาง ซึ่งเครื่องสำอางที่มีราคาสูงจะใส่ยูเรียเข้าไป แต่ถ้าราคาถูกจะใส่สารพาราฟิน นอกจากนี้ในปัสสาวะยังมีสารยูโรคีเนส ซึ่งทางการแพทย์จะฉีดให้ผู้ป่วยที่เป็นอัมพาตเพื่อละลายลิ่มเลือด และรักษาเส้นเลือดอุดตัน ซึ่งมีบริษัทในประเทศสหรัฐได้นำเครื่องกรองปัสสาวะเพื่อกรองเอาสารตัวนี้ออกมาใช้ในวงการแพทย์ตั้งแต่ปี 1989 ดังนั้นหลังปีดังกล่าวที่รอดมาได้ก็ให้เข้าใจได้เลยว่าถูกฉีดสารจากปัสสาวะของคนสหรัฐมาแล้ว

น.พ.บรรจบ กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าจะให้คนไทยทุกคนลุกขึ้นมาดื่มน้ำปัสสาวะกันหมด ถ้ามีร่างกายปกติก็ไม่จำเป็น เพียงแต่ถ้าหมดหนทางในการรักษาก็สามารถทดลองได้ และที่ผ่านมาก็ไม่เคยปรากฏผลข้างเคียง แต่สำหรับคนที่เป็นโรคหนองในก็น่าจะรู้ว่าไม่ควร

ส่วนกรณีผู้ป่วยที่รับประทานยาและใช้เคมีบำบัด ตนคิดว่าน่าจะรับประทานได้ไม่เสียหายอะไร เพราะรับประทานเพียง 50-100 ซีซี ซึ่งน้อยมากเมื่อเทียบกับจำนวนปัสสาวะในแต่ละวันประมาณ 3 ลิตร ส่วนกลุ่มประเทศที่นิยมดื่มคือประเทศแถบตะวันออก เช่น อินเดีย ที่ดื่มเป็นวัฒนธรรม ประเทศจีนก็มีดื่มจำนวนหลายล้านคน

ส่วนไทยน่าจะมีมากโดยเฉพาะผู้ปฏิบัติธรรม แต่ยังไม่มีการรวบรวมตัวเลขอย่างเป็นทางการ อย่างไรก็ตาม คิดว่าประเทศไทยควรจะมีการวิจัยว่าเรื่องนี้มีผลเสียหรือไม่ ถ้าไม่มีผลเสียก็ควรจะวิจัยผลดี เพราะอย่างสหรัฐก็มีการสร้างมูลค่าของปัสสาวะปีละ 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ด้านพระดุษฎี กล่าวว่า ในพระพุทธเจ้าบัญญัติไว้ในนิสสัย 4 แนวปฏิบัติสำหรับการยังชีพของพระสงฆ์ว่า ต้องนุ่งห่มด้วยผ้า 3 ผืน นำมาจากผ้าห่อศพ ผ้าบังสุกุล ต้องหาอาหารที่อยู่โคนต้นไม้ ฉันอาหารที่ได้จากการบิณฑบาต และประการสุดท้ายคือ เมื่อเจ็บป่วยรักษาตนเองตามธรรมชาติ ฝึกสมาธิ ดื่มน้ำปัสสาวะ

ซึ่งบัญญัติไว้ในนิสสัย 4 กำหนดไว้ในพระไตรปิฎกว่า การดื่มน้ำปัสสาวะรักษาโรคจะช่วยให้คนคนนั้นระมัดระวังด้านการบริโภคอาหาร เพราะหากกินโปรตีน เนื้อสัตว์ ชา กาแฟ เบียร์ มีผลคือรสชาติ และตนเห็นว่าการดื่มน้ำปัสสาวะไม่ใช่เรื่องเสียหาย เพราะไม่ต้องเปลืองค่าใช้จ่าย ดีกว่าซื้อสาหร่ายซึ่งมีราคาแพงอาจไม่ได้ผลก็ได้ นอกจากนี้ บางคนไม่ดื่มแต่อมบ้วนปากยังทำให้เหงือกและฟันทนทาน ซึ่งหลายคนทำมานับสิบปีแล้ว

ด้าน นายไพฑูรย์ เจียรณาสาธิต อายุ 36 ปี ชาวสวนปาล์ม กล่าวว่า ตนดื่มน้ำปัสสาวะมา 2 ปีแล้ว วันแรกที่ลองรู้สึกว่ารสชาติแย่มาก แต่พอดื่มทุกวันก็สามารถปรุงแต่งกลิ่น คือจะไม่รับประทานอาหารตอนเย็น แต่จะดื่มน้ำมากๆ แทน ซึ่งรสชาติที่ได้จะจืดเหมือนน้ำชา ไม่หอม ซึ่งตนคิดว่าทำอย่างไรจะให้ปัสสาวะหอมเหมือนฉี่เด็ก ก็ไปดูพฤติกรรมของเด็กซึ่งดื่มนม ดังนั้น การดื่มนมจะทำให้ปัสสาวะหอมเหมือนปัสสาวะเด็ก

"รสชาติของปัสสาวะจะบ่งบอกอาหารที่รับประทานเข้าไป ถ้ามีรสชาติเค็มแสดงว่าเราดื่มน้ำน้อย ถ้ามีรสขมแสดงว่ารับประทานสารพิษเข้าไปมาก และถ้ามีรสขมอมเปรี้ยวแสดงว่าร่างกายรับสารกันบูดเข้าไป แรงจูงใจที่ทำให้ผมดื่มปัสสาวะเพราะภูมิอากาศของภาคใต้จะทำให้เป็นหวัดและภูมิแพ้บ่อย หลังจากดื่มแล้วผมไม่ต้องกินยาแก้ไข้อีก แต่ผมจะไม่ดื่มตอนเย็น และจะดื่มตอนเช้าครั้งเดียว ถ้าช่วงไหนเจ็บคอจะดื่มตอนเย็นด้วย และนอกจากจะมีสรรพคุณดังกล่าวแล้ว การดื่มปัสสาวะยังทำให้ผมหายปวดหลัง และทำให้ผมบนศีรษะดกดำขึ้นมาอีกด้วย"

นายไพฑูรย์ยังกล่าวอีกว่า นอกจากตนจะดื่มแล้ว ภรรยาและลูกสาววัย 7 ขวบ ก็หันมาดื่มด้วยเช่นกัน และการที่ลูกสาวหันมาดื่มเพราะตนให้เลือกว่าเวลาไม่สบายจะยอมถูกฉีดยา หรือจะดื่มน้ำปัสสาวะป้องกัน 2 ปีที่ผ่านมาลูกไม่เคยเป็นหวัดเลย นอกจากนี้ มารดาของตนเป็นหวัดเรื้อรังมา 20 ปี ฉีดยามาตลอดไม่หาย ตนแนะนำให้ดื่มตอนนี้อาการดีขึ้นแล้ว.

.

ข้อมูลจาก

หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

ป้ายกำกับ: , ,

10 กิจกรรมที่ทำให้ชีวิตยืนยาว

เรื่องง่าย ๆ ในชีวิตประจำวัน ที่ใหครหลาย ๆ คนอาจจะคิดไม่ถึง หรือไม่ให้ความสำคัญกับมัน แต่จริง ๆ แล้ว กิจกรรมเหล่านี้ กลับทำให้ชิวิตของเรายืนยาวขึ้น จะมีอะไรบ้างนั้น ไปติดตามกันเลยค่ะ

1. รับประทานอาหารเช้าทุกวัน : เพราะอาหารมื้อนี้เองแหละ ที่ช่วยกระตุ้นอัตราเมตาบอลิซึ่มให้เผาผลาญแคลอรี่ตลอดทั้งวัน ใครที่เคยคิด งดอาหารเช้าเพื่อลดความอ้วน ก็ขอให้ทราบว่าคิดผิดนะคะ เพราะอาหารเช้านี่แหละที่จะทำให้เราไม่อ้วนจนเกินไป อีกทั้งยังช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่ได้อีกด้วยค่ะ

2. นอนหลับให้สนิท : อย่างน้อยวันละ 7-8 ชั่วโมง จะช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันของเราแข็งแรงขึ้น เซลร่างกายสร้างตัวได้ดีขึ้น สมองสดใส และน้ำหนักลดลงได้

3. ออกกำลังกายเป็นประจำ : สัปดาห์ละ 3 ครั้งเป็นอย่างน้อย ครั้งละ 20 นาที จะทำให้หัวใจทำงานได้ดีขึ้น เพื่อความยืดหนุ่นข้อต่อร่างกาย และลดอาการกระดูกพรุนเมื่อวัยทองได้อีกด้วย

4. ทานน้ำมันตับปลา : กรดไขมัน โอเมก้า 3 ในน้ำมันตับปลา เป็นสิ่งที่มีประโยชน์ต่อหัวใจ และช่วยลดคอเรสเตอรอลได้ด้วย หรืออาจจะทานเนื้อปลาที่มีไขมันสัก 3 มื้อต่อสัปดาห์ อย่างเช่น ปลาทูน่า ปลาแซลมอน และปลาซาร์ดีน ทำให้เราอิ่มแบบไม่อ้วนค่ะ

5. ทำสมาธิ : จะช่วยลดความเครียด ลดความดันเลือด เวลากำหนดลมหายใจเข้าลึก ๆ ยังช่วยให้อ๊กซิเจนเข้าปอดได้อย่างเต็มที่

6. หัวเราะ : ความรู้สึกดี ๆ จะมีมา และร่างกายของเรายังหลั่งสารเอนดอรืฟิน ซึ่งเป็นสารแห่งความสุขออกมาด้วย ความเครียด ความกังวลจะลดลงได้

7. แปรงฟันและขัดฟันทุกวัน ลดแบคทีเรียในช่องปาก สุขภาพจะดีขึ้นอย่างคาดไม่ถึงเลยทีเดียว

8. ทานอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ : อย่างเช่นผัก ผลไม้ ทั้งยังลดความเสี่ยงของโรคมะเร็งด้วย

9. ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ วันละ 1 แก้ว แค่พอกระตุ้นหัวใจให้เลือดหมุนเวียนได้ดีขึ้น ถ้าจะให้ดีควรเป็นไวน์แดง

10. ดื่มชา : ช่วยลดความเสี่ยงมะเร็งในระบบทางเดินอาหาร รวมทั้งลดความเสี่ยงฌรคหัวใจด้วย


ข้อมูลจาก สำนักข่าวไทย อ.ส.ม.ท.

ป้ายกำกับ: , ,

วัคซีนที่ร่างกายควรได้รับ

ปัจจุปันวัคซีนได้ถูกคิดค้นขึ้นมามากมาย หลายชนิด ซึ่งสามารถป้องกันโรคได้แตกต่างกัน ในขณะเดียวกัน วัคซีนแต่ละชนิด ก็มีวิธีการจัดเก็บ ประสิทธิภาพ วิธีการฉีด และผลข้างเคียง ตลอดจนการดูแลที่แตกต่างกัน การได้เรียนรู้วัคซีนแต่ละชนิด จะเป็นแนวทางให้คุณได้ทราบ และสามารถตัดสินใจ ในการนำลูกหลานหรือตัวท่านเองไปฉีดวัคซีน ชนิดต่าง ๆ ตลอดจนการดูแล และ ติดตามอาการข้างเคียง ภายหลังจากฉีดวัคซีนได้เป็นอย่างดี


เราสามารถจำแนกวัคซีนที่ใช้ได้ดังนี้
วัคซีนที่ต้องรับ วัคซีนวัณโรค , วัคซีนตับอักเสบบี , วัคซีนคอตีบ ไอกรน , บาดทะยัก ,วัคซีนโปลิโอ ,วัคซีนหัด หัดเยอรมัน คางทูม , วัคซีนไข้สมองอักเสบ
วัคซีนที่อาจได้รับ วัคซีนเยื่อหุ้มสมองอักเสบ , วัคซีนตับอักเสบเอ , วัคซีนสุกใส
วัคซีนชนิดพิเศษ วัคซีนไข้หวัดใหญ่ , วัคซีนพิษสุนัขบ้า

สำหรับเกณฑ์อายุ กับวัคซีนที่ต้องได้รับ ,วัคซีนที่อาจจะได้รับ ,อาการแทรกซ้อนและข้อแนะนำในการให้วัคซีน แบ่งได้ดังนี้

- แรกเกิด วัคซีนที่ต้องรับ 1.วัณโรค 2.ตับอักเสบบี เข็มที่1 ถ้ามารดาเป็นพาหนะ ของตับอักเสบบี ควรให้วัคซีนให้เร็วที่สุด

- 1 เดือน วัคซีนที่ต้องรับ 1.ตับอักเสบบี เข็มที่2 อาจให้ได้เมื่ออายุ 2 เดือน

- 2 เดือนวัคซีนที่ต้องรับ 1.คอตีบ ไอกรน บาดทะยักเข็มที่1 2.โปลิโอ หยดครั้งที่1 วัคซีนที่อาจได้รับ 1.เยื่อหุ้มสมองอักเสบ บี เข็มที่1 หลังให้วัคซีนอาจมีไข้ได้1-2 วันวัคซีนเยื่อหุ้มสมองอักเสบบี แนะนำให้ในเด็กอายุน้อยกว่า 2 ปี ที่อยู่กันอย่างแออัด หรือในสถานรับเลี้ยงเด็ก ,วัคซีนเยื่อหุ้มสมองอักเสบบีอาจรวมกับวัคซีน คอตีบ ไอกรน บาดทะยัก เป็นเข็มเดียว

- 4 เดือนวัคซีนที่ต้องรับ 1.คอตีบ ไอกรน บาดทะยักเข็มที่2 2.โปลิโอ หยอดครั้งที่2 วัคซีนที่อาจได้รับ 1.เยื่อหุ้มสมองอักเสบ บี เข็มที่2 หลังให้วัคซีนอาจมีไข้ได้1-2 วัน

- 6 เดือน วัคซีนที่ต้องรับ 1.คอตีบ ไอกรน บาดทะยักเข็มที่3 2.โปลิโอ หยอดครั้งที่3 3.ตับอักเสบบีเข็มที่3 วัคซีนที่อาจได้รับ 1.เยื่อหุ้มสมองอักเสบ บี เข็มที่3 หลังให้วัคซีนอาจมีไข้ได้1-2 วัน ปัจจุบันมีวัคซีนรวมของคอตีบ ไอกรน บาดทะยัก กับตับอักเสบบี และสามารถรวมกับวัคซีนเยื่อหุ้มสมองอักเสบบีบางชนิดได้

- 9 เดือนวัคซีนที่ต้องรับ 1.หัด หัดเยอรมัน คางทูม เข็มที่1 หลังฉีด 5-7 วัน อาจมีไข้ มีผื่น 1-2วัน

- 12-15 เดือนวัคซีนที่ต้องรับ 1.ไข้สมองอักเสบเข็มที่ 1,2 เข็มที่2 ควรห่างจากเข็มที่1 1-4 สัปดาห์

- 18 เดือนวัคซีนที่ต้องรับ 1.คอตีบ ไอกรน บาดทะยัก เข็มกระตุ้นที่ 1 2.โปลิโอ หยอดกระตุ้นที่ 1 หลังให้วัคซีนอาจมีไข้ได้1-2 วัน

- 2 ปี วัคซีนที่ต้องรับ 1.ไข้สมองอักเสบเข็มที่ 3

- 3 ปี วัคซีนที่อาจได้รับ 1.ตับอักเสบ เอ เข็ม 1,2 อาจให้เมื่ออายุ 4-6 ปี เข็มสองห่างจากเข็มแรก 6-12 เดือน

- 4 ปี วัคซีนที่ต้องรับ 1.คอตีบ ไอกรน บาดทะยัก เข็มกระตุ้นที่2 2.โปลิโอ หยอดกระตุ้นที่2 - -หลังให้วัคซีนอาจมีไข้ได้1-2 วัน

- 5-6 ปี วัคซีนที่ต้องรับ 1.หัด หัดเยอรมัน คางทูม เข็มที่ 2 - หลังฉีด 5-7 วัน อาจมีไข้ มีผื่น 1-2วัน

- 6-10 ปี วัคซีนที่อาจได้รับ –ไทฟอยด์ เป็นชนิดรับประทาน ควรทายาเม็ดได้ ต้องกระตุ้นทุก 5 ปี ชนิดฉีด ต้องกระตุ้นทุก 2 ปี

- 10-12 ปี วัคซีนที่อาจได้รับ – สุกใส สำหรับคนที่ยังไม่เคย เป็นสุกใสมาก่อน ถ้าอายุมากกว่า 12 ปี ต้องฉีด 2 เข็มห่างกัน 4-8 สัปดาห์



แหล่งอ้างอิง ขอบคุณข้อมูลจากนสพ. ผู้จัดการ วันพุธที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2546

ป้ายกำกับ: ,

วันพุธที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2552

เคล็ด(ไม่)ลับ "กินสนุก สุขภาพดี"

ช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ที่จะถึงนี้จะมีอะไรดีไปกว่าการสรรหาของอร่อยกินให้หนำใจ สมกับที่ต้องทำงานเหนื่อยล้ามาทั้งอาทิตย์ ฉะนั้นในการกินก็ต้องมีการเลือกสรรกันสักนิดเพราะในแต่ละวันเราจำเป็นต้องกินอาหารเข้าไปมากมายเหลือเกิน จนอาจไม่มีเวลาพิจารณาอย่างถ้วนถี่ ขอเสนอเคล็ดลับง่ายๆ ของการกินให้ได้ประโยชน์สูงสุด ต่อสุขภาพอย่างเต็มที่มาฝากกัน ลองดูซิว่าเคล็ดลับไหนบ้างที่คุณละเลยการปฎิบัติ



- ใส่ใจต่อการกินอาหารเช้า เป็นพฤติกรรมพื้นฐานที่ส่งผลต่อสภาพจิตใจและพลังชีวิตของคุณไปตลอดทั้งวัน การกินอาหารเช้าช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเส้นเลือด ลดอัตราเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ ช่วยให้การเผาผลาญพลังงานดีขึ้นทำให้คุณกินอาหารในมื้ออื่นๆน้อยลง

- กินโปรตีนที่ย่อยง่าย ลองกินปลาอย่างน้อยอาทิตย์ละครั้งได้ทั้งความฉลาดและแข็งแรง เพราะปลามีกรดไขมันโอเมก้า 3 และโปรตีนที่ช่วยควบคุมการเต้นของหัวใจให้เป็นปรกติ และบำรุงเซลล์สมอง ทั้งยังมีไขมันน้อย อร่อย ย่อยง่ายเหมาะสำหรับสาวที่ต้องการหุ่นเพรียวลมเป็นที่สุด

- เปลี่ยนน้ำมันที่ใช้ปรุงอาหาร ยอมจ่ายแพงสักนิด ใช้น้ำมันมะกอกหรือน้ำมันดอกทานตะวันปรุงอาหาร แทนน้ำมันแบบเดิมที่คุณเคยใช้ดีกว่า เพราะไม่มีไขมันที่เป็นโทษต่อร่างกาย และมีกรดไขมันอิ่มตัวที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายช่วยลดไขมันในเส้นเลือดได้เป็นอย่างดี

- ลองดื่มน้ำให้มากขึ้น คนเราควรดื่มน้ำวันละ 2 ลิตรเป็นอย่างน้อย เพื่อหล่อเลี้ยงเซลล์ในร่างกาย ฟื้นฟูระบบขับถ่ายรักษาระดับความเข้มข้นของเลือด จะทำให้คุณสดชื่นตลอดวันเลยทีเดียว

- เพิ่มแคลเซียมให้กับกระดูก ด้วยการดื่มนม กินปลาตัวเล็กทั้งก้าง เต้าหู้ผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง ผักใบเขียว เพราะแคลเซียมเป็นสิ่งจำเป็นที่จะเสริมสร้างความแข็งแรง ให้กับกล้ามเนื้อและกระดูกทำให้ระบบประสาททำงานได้เต็มประสิทธิภาพ

- คืนสู่สามัญด้วยการกินธัญพืชและข้าวกล้อง เมล็ดทานตะวัน ข้าวฟ่างและลูกเดือย รวมทั้งข้าวกล้องที่เคยคิดว่า เป็นอาหารนก ได้มีการศึกษาและค้นคว้าแล้วพบว่าช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ ถึงหนึ่งในสามเลยทีเดียวเพราะอุดมไปด้วยไฟเบอร์ ที่ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลและควบคุมน้ำตาลในเลือดให้สมดุลย์

- จิบน้ำชาบำบัด ทั้งชาดำ ชาเขียว ชาอู่ล่ง ก็ล้วนแล้วแต่มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ การดื่มชาวันละ 1 ถึง 3 แก้ว ช่วยลดอัตราเสี่ยงมะเร็งกระเพาะอาหารถึง 30 %

- กินแบบตามใจธรรมชาติ หมายความว่าคุณต้องพยายามรับประทานผักผลไม้ต่างๆให้หลากสี เป็นต้นว่าสีแดงมะเขือเทศ สีม่วงองุ่น สีเขียวบร็อคคอลลี สีส้มแครอท อย่ายึดติดอยู่กับการกินอะไรเพียงอย่างเดียวเพราะพืชต่างสีกัน สารอาหารต่างชนิดกันแถมยังเป็นการเพิ่มสีสันการกินให้กับคุณด้วย


- ตัดญาติกับขนมขบเคี้ยว ตัดของโปรดประเภทโดนัท คุ๊กกี้เค้กหน้าครีมหนานุ่ม ออกจากชีวิตบ้าง แล้วหันมากินผลไม้เป็นของว่างแทน วิตามินและไฟเบอร์ในผลไม้มีประโยชน์กว่าไขมันและน้ำตาลจากขนมหวานเป็นไหนๆ

- กินถั่ววิเศษทุกวัน ทำให้ถั่วเป็นส่วนหนึ่งของอาหารที่คุณต้องกินทุกวัน วันละสักสองช้อน ไม่ว่าจะเป็นของหวาน ของคาว หรือว่าของว่างก็ทั้งโปรตีน วิตามินและแร่ธาตุ สำคัญๆหลายชนิดต่างพากันไปชุมนุมอยู่ในถั่วเหล่านี้ควรกินถั่วอย่างสม่ำเสมอ แต่ไม่ควรกินครั้งละมากๆเพราะมีแคลอรี่สูง อาจทำให้อ้วนได้ถ้าปฏิบัติให้ได้ครบทุกข้อ จนเป็นนิสัย สุขภาพดีจะไปใหนเสีย






แหล่งอ้างอิง ขอบคุณข้อมูลจากนสพ. ผู้จัดการ

ป้ายกำกับ: , ,

คุณเป็นโรคภูมิแพ้...จริงหรือ

คนทั่วไปเมื่อมีอาการคัดจมูก น้ำมูกไหลเรื้อรัง หรือเป็นๆ หายๆ มักจะบอกว่า เป็นโรคภูมิแพ้ หรือไม่ก็เข้าใจว่าตนเป็นหวัด

หวัด เกิดจากการติดเชื้อไวรัส คนทั่วไปมักเป็นได้ปีละ 4 - 5 ครั้งก็มากเกินปกติแล้ว อาการหวัดมักเป็นอยู่ 3 - 4 วันก็หายเองได้ ถ้าไม่มีภาวะแทรกซ้อน เช่น โพรงจมูกอักเสบ-หลอดลมอักเสบ หวัดธรรมดาไม่มีสภาพเรื้อรัง ถ้ามีอาการทุกเดือนหรือแต่ละครั้งนานเกินกว่า 10 วัน ให้สงสัยว่าไม่ใช่หวัด

โรคภูมิแพ้ เกิดจากร่างกาย เยื่อบุจมูก-ตา , หลอดลม สัมผัสกับสารอินทรีย์ ในสิ่งแวดล้อม เช่น เกสรดอกไม้ , ซากแมลง-ฝุ่น , เชื้อรา , ขนสัตว์ ฯลฯ เกิดปฏิกิริยาจำเพาะ (Specific) ทำให้เยื่อบุบวม มีน้ำมูกไหล จาม หลอดลมอักเสบ เกิดกับผู้ที่แพ้ต่อสิ่งสัมผัสเท่านั้น ไม่ใช่ทุกคนจะแพ้และจะมีอาการเหมือนกันหมด ผู้ที่ไม่แพ้ อาจจะไม่รู้สึกอะไรเลยก็ได้

ผู้ที่สัมผัสกับควันบุหรี่ ควันไอเสียรถยนต์ หรือสารเคมี กลิ่นฉุนๆ แล้วคัดจมูก แสบจมูก แน่นหน้าอก อาการเหล่านี้ไม่ใช่โรคภูมิแพ้ แต่เป็นผลของสารพิษที่มีต่อเยื่อบุทางเดินหายใจโดยตรง ทุกคนที่สัมผัสก็จะมีอาการเหมือนกันหมด ความแตกต่างที่เห็นได้ชัดที่สุด คือ การทานยาแก้แพ้ (Antihistamine) หรือพ่นยา (topical steroid) จะลดอาการโรคภูมิแพ้ได้แต่จะไม่สามารถป้องกันอากาศเป็นพิษ หรือกลิ่นไอที่ฉุนๆ ได้

โรคภูมิแพ้ที่พบบ่อย มักเกิดในช่วงเวลาเฉพาะ เช่น กลางคืน หรือตอนเช้า หรือมีมากในช่วงหนึ่งช่วงใดของปี ที่มีเกสรดอกไม้ ต้นหญ้าในอากาศหนาแน่นมาก โรคหวัดช่วง 1 - 2 วันแรกแยกได้ยากกับอาการโรคภูมิแพ้ฉับพลัน

คนส่วนมากเข้าใจว่า ถ้าจามบ่อยๆ มีน้ำมูกใสๆ คัดจมูก ไอ เจ็บคอ เสลดลงคอเรื้อรัง เป็นโรคภูมิแพ้ แต่ที่จริงเป็นอาการของโรคโพรงจมูกอักเสบได้ ถ้ารักษาทางโรคภูมิแพ้ คือ กินยา ฉีดยา เป็นเวลาหลายๆ เดือนแล้วอาการไม่ดีขึ้น ควรพบแพทย์หู - คอ - จมูก เพื่อตรวจให้ละเอียดว่ามีโรคไซนัส ริดสีดวงจมูก โครงสร้างจมูกตีบแคบหรือไม่ รวมทั้งต่อม Adenoid หลังจมูกโตมากในเด็กเล็ก อายุ 3 - 6 ปี เหล่านี้ เป็นต้น เพราะวิธีการรักษาจะแตกต่างกัน อย่าปล่อยให้มีอาการเรื้อรังหลายๆปี จะทำให้รักษาให้หายได้ยากยิ่งขึ้น การตรวจมีทั้งการส่องกล้องในจมูก และ X-RAY

คนจำนวนไม่น้อย ที่รักษาด้วยยาภูมิแพ้เป็นเวลานาน อาการไม่ดีขึ้น พอเปลี่ยนมารักษาด้วยยาไซนัส ทานยาปฏิชีวนะอย่างต่อเนื่อง 2 - 3 สัปดาห์ อาการก็ดีขึ้นมาก และจมูกก็หายบวมได้ หายใจได้คล่องขึ้น

ผู้ที่ช่องจมูกแคบ ผนังกั้นจมูกคด หรือช่องเปิดไซนัสตีบแคบ เวลาอากาศเปลี่ยนฉับพลัน อากาศเย็น จะคัดจมูก จาม ปวดศีรษะ อาการเหล่านี้อาจไม่ใช่โรคภูมิแพ้ มีหลายคนที่พบว่าหลังผ่าตัดแก้ไขช่องจมูกให้กว้างขึ้น เปิดช่องไซนัสให้สะดวก อาการจาม คัดจมูก ปวดศีรษะ ก็จะหายไปได้

เด็กเล็ก อายุ 3 - 6 ขวบ น้ำมูกไหลตลอดปี ใสบ้างข้นบ้าง มีขี้มูกมาก ไอบ่อย นอนอ้าปากหายใจ อาจไม่ใช่โรคภูมิแพ้อย่างเดียว แต่เป็นเพราะต่อม Adenoid โต ขวางช่องหลังจมูก หรือมีโพรงจมูกอักเสบร่วมด้วย บางคนปวดหู หูอื้อ การผ่าตัดเอาต่อม Adenoid ออก จะช่วยให้อาการส่วนใหญ่ดีขึ้นได้

ที่น่าสังเกตอีกอย่างหนึ่งก็คือ ผู้ที่ช่องจมูกกว้าง โพรงจมูกมีช่องระบายดี แม้จะมีโรคภูมิแพ้ ก็มักจะมีอาการน้อย และมักไม่ค่อยไปพบแพทย์ ซื้อยาแก้แพ้ทานเองก็เพียงพอ ส่วนผู้ที่มีปัญหาช่องจมูกแคบ โพรงจมูกอักเสบเรื้อรัง ร่วมกับอาการภูมิแพ้ จะมีอาการรุนแรง และทนทุกข์ทรมาน จึงควรที่ต้องรักษาให้ถูกต้อง อย่ามัวแต่รักษาโรคภูมิแพ้แพียงอย่างเดียว

ลักษณะอาการ โพรงจมูกอักเสบ โรคหวัด โรคภูมิแพ้
ปวดใบหน้า-จมูก หรือกระบอกตา พบบ่อย บางครั้ง บางครั้ง
ระยะเวลาของโรค มากกว่า 10-14 วัน น้อยกว่า 10 วัน เป็นๆหายๆ ไม่แน่นอน
น้ำมูก ข้น หรือ เขียว-เหลือง ใส - ไหลมาก เป็นน้ำ เหนียว-ใส หรือสีขาว
ไข้ตัวร้อน บางครั้ง บางครั้ง ไม่มี
หายใจมีกลิ่นเหม็น พบบางครั้ง ไม่มี ไม่มี
อาการไอ พบบางครั้ง พบบ่อย พบบางครั้ง
คัดจมูก พบได้มาก พบบ่อย พบบางครั้ง
จาม พบน้อย พบบ่อย พบบ่อย
ปวดศีรษะ พบบ่อย พบบ่อย พบบางครั้ง




ที่มา:โดย น.พ.เติมศักดิ์ กุศล
บทความสุขภาพของโรงพยาบาลพระรามเก้า

ป้ายกำกับ: ,

ใช้บลัชอนช่วยแก้ไขรูปหน้า

การปัดบลัชออนนอกจากจะช่วยเติมสีสันให้ใบหน้าคุณดูเปล่งปลั่งสดใสแล้ว ยังช่วยอำพรางรูปหน้าที่มีปัญหาให้ดูดีขึ้นด้วย ถ้าคุณปัดบลัชออนด้วยวิธีของเรานี้


หน้าเหลี่ยม ปัดบลัชออนโทนสดใสลงบนแก้ม โดยเริ่มจากจุดสูงสุดของแก้ม แล้วลากแปรงให้เลยขึ้นไปจนถึงขมับ จากนั้นก็ปัดจากคางขึ้นไปถึงบริเวณใต้ใบหู ก็จะช่วยให้ขากรรไกรสี่เหลี่ยมดูโค้งมนขึ้นได้
หน้ากลม อย่าปัดบลัชออนลงบนจุดสูงสุดของแก้ม เพราะจะยิ่งเน้นให้เห็นหน้ากลมๆ ชัดขึ้น แต่ปัดให้สูงขึ้นอีกนิดนึงก็จะช่วยพรางตาให้ใบหน้าดูยาวขึ้นได้ จากนั้นใช้บรอนเซอร์หรือบลัชออนโทนสีน้ำตาลอมชมพู แรเงาบริเวณใต้โหนกแก้มเรื่อยลงไปจนถึงขากรรไกร
หน้ายาว ปัดบลัชออนลงบนจุดสูงสุดของแก้ม แล้วลากแปรงออกไปจนถึงใบหู เพื่อสร้างภาพลวงตาให้ใบหน้าดูกว้างขึ้น จากนั้นพรางให้ใบหน้าดูสั้นลง โดยปัดบลัชออนผ่านกลางหน้าผากและตามรูปคาง
อนุเคาระห์ข้อมูล Lisa Guru ภาพ Pinot & Nita

ป้ายกำกับ: ,

15 เคล็ดลับการบำรุงผิวที่สำคัญ

การบำรุงและดูแลผิวอย่างถูกวิธีจะช่วยให้คุณมีผิวที่มีสุขภาพดี และดูอ่อนกว่าวัยได้ ต่อไปนี้เป็นเคล็ดลับสำคัญ ที่คุณควรทราบเกี่ยวกับการดูแลและบำรุงผิวของคุณ

1. ใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดให้ถูกต้อง - ล้างหน้าไม่เกิน 2 ครั้งต่อวัน สำหรับร่างกายให้ใช้สบู่อาบน้ำที่มีส่วนผสมของวิตามินอี เพื่อให้ผิวนุ่มชุ่มชื่น

2. ขัดผิว 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ - การขัดผิวอย่างถูกต้องและนุ่มนวล ช่วยขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วออกไป ทำให้ผิวคุณดูสดใสมากขึ้น

3. เพิ่มความชุ่มชื่นให้ผิวสม่ำเสมอ - หลังอาบน้ำ ให้บำรุงผิวด้วยมอยซ์เจอไรเซอร์ที่มีส่วนผสมของสารที่ให้ความชุ่มชื้นแก่ผิว เช่น เชียบัตเตอร์ น้ำนม น้ำมันโจโจ้บา และหาส่วนผสมของสารต้านอนุมูลอิสระอย่าง วิตามิน เอ ซี และอี ช่วยป้องกันผิวจากมลภาวะ

4. ทะเลช่วยได้ - เกลือทะเล สาหร่ายทะเลหรือโคลนทะเลอุดมไปด้วยแร่ธาตุ วิตามิน โปรตีน ซึ่งช่วยให้ผิวเนียนเรียบโปรศจากสิว หรือขุย

5. อย่าใช้ผลิตภัณฑ์เดียวกันตลอดทั้งปี - ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดและบำรุงผิวให้เหมาะสมกับฤดูกาลและสภาพอากาศ

6. ทำความสะอาดใบหน้าก่อนนอนทุกครั้ง - ล้างเครื่องสำอางก่อนเข้านอนทุกครั้ง เพื่อป้องกันการเกิดสิว หากคุณเป็นสิวง่าย ให้ใช้โทนเนอร์ที่มีส่วนผสมของ เบนซอยด์ เพอรอกไซด์ หรือกรดซาลิคไซลิค

7. หลับให้พอ - การพักผ่อนไม่เพียงพอ ทำให้รอบดวงตาคล้ำ ผิวเหี่ยวย่อน และเกิดสิว ถ้าหากวันใดที่คุณนอนไม่พอ ลองหาผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมที่ช่วยลดการระคายเคือง

8. เพื่มความชุ่มชื่นให้ผิวจากภายในสู่ภายนอก - เป็นไปไม่ได้ที่คุณจะมีผิวที่ดี หากคุณดื่มน้ำไม่เพียงพอ ดื่มน้ำให้ได้อย่างน้อยวันละ 8 แก้ว

9. ป้องกันแสงแดด - ทากันแดดทุกวัน ไม่ว่าคุณจะอยู่บ้านหรือออกไปข้างนอก อย่างน้อยควรมี SPF 15 ขึ้นไป

10. ให้อาหารผิวด้วยการออกกำลังกาย - การออกกำลังกายเพิ่มการไหลเวียนของเลือดไปสู่ผิวหนัง นำพาสารอาหารและออกซิเจน ทำให้ผิวดูเปล่งปลั่ง มีสุขภาพดี

11. อย่าปล่อยผิวให้เสียไปกับบุหรี่ - ไม่ว่าคุณจะสูบเองหรือต้องอยู่ท่ามกลางควันบุหรี่ ก็ล้วนเป็นการทำร้ายผิวทั้งสิ้น

12. ทาโลชั่นหลังล้างมือเสมอ - มือเป็นส่วนที่ถูกล้างบ่อยที่สุด ควรต้องหมั่นเพิ่มความชุ่มชื้นให้มือเสมอ

13. ให้อาหารหน้าด้วยวิตามินซี - ผลการศึกษาพบว่า วิตามินซีที่ใช้พร้อมกับสาร้ปองกันแดด ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการปกป้องรังสีอัวตราไวโอเล็ต ลองหาผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของวิตามินซีมาบำรุงผิวดู

14. ลองผลิตภัณฑ์ใหม่อย่างระวัง - โดยเฉพาะคนที่มีผิวแพ้ง่ายหรือเป็นสิวง่าย ควรใช้ผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับประเภทผิวของคุณ หรือควรได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ

15. ทดสอบการแพ้ก่อนใช้จริงเสมอ - ให้ลองผลิตภัณฑ์ที่คุณไม่เคยใช้กับบริเวณหลังแขนก่อนเสมอ

เรื่อง ธรพร ไพรรุ่งเรืองกิจ ภาพ Shape

ป้ายกำกับ: , ,

อาการผมร่วงและการรักษาโดยการใช้ยา

ผมร่วงเป็นปัญหาใหญ่ของใครหลายคน โดยเฉพาะผู้ชาย ซึ่งส่งผลต่อบุคลิกภาพ ต่อไปนี้เป็นสาเหตุเบื้องต้นของอาการผมร่วงผิดปกตอที่พบบ่อย และวิธีการรักษาโดยการใช้ยา

สาเหตุของผมร่วงมีหลายอย่างมาก ที่พบบ่อย ๆ เช่น
1. ผมร่วงเป็นหย่อม (Alopecia areate) ซึ่งจะร่วงเป็นวงกลม ๆ คล้ายเหรียญบาทหรือใหญ่กว่า
2. ผมร่วงหลังคลอด หรือไข้สูง (Telogen effluvin) พวกนี้ผมจะร่วงวันละเป็นร้อย ๆ เส้น เวลาจูงผมจะติดมือออกมาเลย

ผมร่วงทั้งสองประเภท อาจจะหายเองได้ ดังนั้น จะมีคนไข้บางคนเข้าใจผิดว่า ใช้ยาทาตัวนั้นตัวนี้ แล้วทำให้ผมขึ้นได้ (ซึ่งจริง ๆ แล้วผมมันขึ้นเอง)

สาเหตุของผมร่วมที่พบบ่อยอีกอย่างคือผมร่วงจากกรรมพันธุ์ (Androgenetic alopecia) พวกนี้จะถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์แต่จะไม่เกิดกับลูกหลานทุกคน (จะเป็นแต่บางคน) ผมร่วงลักษณะนี้เป็นได้ทั้งหญิงและชาย ผู้หญิงจะร่วงบริเวณกลางกระหม่อม ส่วนผู้ชาย จะร่วงบริเวณกลางกระหม่อมด้านหน้า (หัวเถิก)

การรักษาผมร่วงจากกรรมพันธุ์โดยการใช้ยา
ในปัจจุบันนิยมใช้ยา 2 ชนิดคือ

Minoxidil ชนิดกินและทา

การทาจะได้ผลเพียง 30% ส่วนการกินจะได้ผล 90% แต่ข้อเสียของการทานยา คือ เวลาหยุดยาแล้วผมจะร่วงเหมือนเดิมและการทาน ยานาน ๆ (6 เดือนขึ้นไป) จะมีอาการดื้อยา ผมจะร่วงได้ ทั้งๆ ที่รับประทานยาอยู่

Finasteride

ยาตัวนี้จะไปยับยั้งเอนไซม์ที่ทำให้การผลิต ฮอร์โมนเพศชาย Dilaydrotestosterone (DHT) ลดลง ซึ่งคิดกันว่าตัว DHT นี้เป็นสาเหตุของการทำให้ผู้ชายผมร่วง ถ้ามีมากเกินไป (ซึ่งผู้ชายที่ผมร่วงจากกรรมพันธุ์มักจะพบฮอร์โมน DHT สูงกว่าปกติ)

แต่ข้อเสียของยา Finasterid คือ
1. ห้ามใช้ในผู้หญิง
2. อาจทำให้ความรู้สึกทางเพศลดลงได้
3. เวลาหยุดยา อาจทำให้ผมร่วง เหมือนยา Minoxidil ได้

สุดท้ายถ้าการกินยา และทายาไม่ได้ผล ก็ต้องทำศัลยกรรม โดยแพทย์ศัลยกรรมตกแต่ง ซึ่งจะย้ายเส้นผมมาปลูกเป็นเส้น ๆ เลย ได้ผลดีทีเดียว แต่ค่าใช้จ่ายก็สูงพอสมควร ส่วนการถักทอเส้นผมที่บางเต็มนั้น เทียบแล้วเหมือนการใส่วิกนั่นแหละ

เรื่อง น.พ.ไพรัตน์ สุรีย์พงษ์ ภาพ Webbloke

ป้ายกำกับ: ,

ปัญหาเรื่องสิว - ปัจจัยที่เพิ่มโอกาสเป็นสิว

แนวโน้มของการเกิดสิวเกิดจากกรรมพันธุ์ คุณมีโอกาสที่จะเป็นสิวรุนแรงได้หากพ่อแม่ของคุณเคยเป็นสิวที่รุนแรง

ความเสี่ยงของการเกิดสิวจะเพิ่มขึ้นสูงสุดในช่วงวัยรุ่นและช่วงที่เข้าสู่วัยผู้ใหญ่ในช่วงต้น ซึ่งเป็นช่วงที่ฮอร์โมนเทสโทสเทอโรนเพิ่มขึ้น ผู้หญิงในระยะทีมีประจำเดือนก็จะมีโอกาสที่เป็นสิวเพิ่มขึ้น และสำหรับผู้หญิงหลายๆ คนจะมีสิวในช่วงก่อนมีประจำเดือน

สาเหตุที่ทำให้สิวอาจอักเสบและแย่ลงได้:

สวมใส่หน้่ากาก เสื้อผ้าหรืออุปกรณ์ใดๆ ที่รัดและเสียดสีกับผิว เช่นการสีไวโอลิน หน้ากากต่อยมวย สายของเสื้อชั้นใน เสื้อคอเต่า เป็นต้น สามารถทำให้สิวเพิ่มขึ้นหรือมีอาการแย่ลงได้
ใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหรือบำรุงผมที่มีสารก่อการระคายเคือง
ล้างหน้าบ่อยเกินไป หรือถูใบหน้าแรงเกินไป การใช้สบู่ที่แรงหรือน้ำร้อนมากๆ ก็ยังเป็นสาเหตุให้ปัญหาสิวทวีความรุนแรงได้
มีความเครียดมาก
สัมผัสใบหน้าบ่อย
เหงื่อออกมาก
ปล่อยผมลงมาสัมผ้สใบหน้า ซึ่งเป็นสาเหตุให้ผิวมันเพิ่มขึ้น
การรับประทานยาบางชนิด
ทำงานกับน้ำมันหรือสารเคมีรุนแรง เป็นประจำ
เรื่อง ธนพร ไพรรุ่งเรืองกิจ ภาพ Flickr

ป้ายกำกับ: ,

รู้ทันการดูแลเส้นผม

“ผม” หมายถึงเส้นผมที่อยู่บนหนังศีรษะมีหน้าที่ป้องกันไม่ให้ร่างกายสูญเสีย ความร้อน และผิวหนังไม่ให้ได้รับอันตราย อีกทั้งยังเป็นส่วนสำคัญต่อบุคลิกลักษณะของร่างกาย ซึ่งมีผลต่อจิตใจของคน ใครที่พบกับปัญหาผมร่วง ผมบาง ศีรษะล้าน ผมหงอก อาจก่อให้เกิดปัญหาทางใจ เช่น ซึมเศร้า ขาดความมั่นใจในตนเอง เป็นต้น ซึ่งปัญหาเหล่านี้ไม่เกิดกับใครก็คงไม่รู้

สาเหตุของปัญหาผม
ผลิตภัณฑ์ดูแลผมภัยร้ายใกล้ตัวที่คุณอาจไม่รู้

แชมพู

ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดปัญหาผม คือสิ่งใกล้ตัวท่านแต่ถูกมองข้าม นั่นคือ แชมพูที่ท่านใช้อยู่เป็นประจำ แม้บางท่านจะบอกว่าท่านเปลี่ยนยี่ห้อไปอยู่เรื่อยๆ แต่ท่านทราบหรือไม่ว่าสารทำความสะอาดที่ถูกผสมในแชมพูเกือบทุกยี่ห้อ (แม้ในแชมพูที่ผสมสมุนไพรและอ้างว่าจากธรรมชาติ) ส่วนใหญ่เป็นสารเคมีที่มีฤทธิ์ชะล้างรุนแรงและมีความเป็นด่างสูง เช่น โซเดียม ลอริล ซัลเฟต (Sodium lauryl sulfate; SLS) ซึ่งให้ฟองได้มาก ราคาถูก จึงเป็นที่นิยมใช้เป็นส่วนประกอบสำคัญในผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดทั้งหลาย เช่นผงซักฟอก น้ำยาทำความสะอาดพื้น สารเหล่านี้ก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อหนังศีรษะ ตกค้างสะสมและทำลายเซลผม (รวมถึงรากผม เซลสร้างเม็ดสี และเส้นผม) และเซลผิวหนัง เมื่อใช้บ่อยๆจะยิ่ง กระด้าง แห้ง แข็งเป็นไม้กวาด เริ่มหวีไม่อยู่ทรง และทำให้หนังศีรษะมัน มากขึ้นเนื่องจากสารเหล่านี้เป็นสารชะล้างอย่างรุนแรงและจะชะล้างไขมันตาม ธรรมชาติ(ที่ช่วยเคลือบให้ผมมันเงา) จึงทำให้ร่างกายต้องขับไขมันออกมาชดเชยมากขึ้น จึงเป็นสาเหตุของคนที่หนังศีรษะมันยิ่งสระผมหนังศีรษะก็ยิ่งมัน บางรายเกิดการระคายเคืองเซลผิวชั้นหนังกำพร้าทำให้เกิดเป็น รังแค แต่ ไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริงก็ซื้อแชมพูขจัดรังแคมาใช้ ซึ่งแชมพูประเภทนี้นอกจากจะมีสาร SLS แล้วยังผสมสารยับยั้งการเจริญเติบโตที่มากผิดปกติของเซลชั้นหนังกำพร้า แต่ไม่ได้แก้ที่ต้นเหตุ เมื่อหยุดใช้อาการที่เป็นก็กลับมาเป็นอีก ทำให้เซลผิวต้องสัมผัสกับสารเคมี และถูกกดการทำงานอยู่ตลอด ทำให้เป็น รังแคเรื้อรัง

ครีมนวดผม/ทรีทเม้นท์หมักผม

สำหรับผู้ที่ชอบให้ผมนิ่มลื่น อาจยังไม่รู้ถึงพิษภัยจากสารกลุ่มซิลิโคน (มักมีชื่อลงท้ายด้วย “thicone”) เช่น ไซเมทธิโคน (Simethicone) ไดเอทธิโคน (Diethicone) หรืออื่นๆ เป็นสารเคลือบเส้นผมทำให้ผมนิ่มลื่น เป็นมันวาว มีสปริง หวีง่าย แต่จะตกค้าง เคลือบรูเส้นผม เมื่อใช้ต่อเนื่องนานๆจะเกิดการสะสมอุดตันรูเส้นผม ทำให้เซลผมทำงานผิดปกติ การขับของเสีย การดูดซึมสารอาหารลดลง และทำให้ ผมร่วง เมื่อใช้ในระยะยาว

ที่เลี่ยงยากคือ สารเพิ่มฟอง เพิ่มความข้น ตัวฉกาจที่ผู้ผลิตส่วนใหญ่ต้องใช้คือ DEA (ไดเอทธานอลาไมด์) ซึ่งเกรงกันว่าอาจก่อ มะเร็ง จนในบางประเทศต้องให้ยกเลิกการใช้ สารอีกกลุ่มที่อาจก่อให้เกิด การแพ้ จากการใช้เป็นประจำแต่คนก็ชอบใช้คือ กลิ่นสังเคราะห์หอมๆ สีสังเคราะห์สวยๆ และลาโนลิน (Lanolin)

Demodex ไรขนที่คุณอาจไม่รู้
อีกสาเหตุหนึ่งที่คุณอาจไม่รู้คือ ไรขน (Demodex) ซึ่งติดต่อโดยการสัมผัส ตัวไรแพร่พันธุ์ อาศัยอยู่และแย่งกินสารอาหารที่รากผมทำให้ผมขาดสารอาหาร ผมจึงมี ขนาดเล็ก บางลง สีจางลง ขาดความมีชีวิตชีวา และหงอก นอกจากนั้นยังอาจทำลายโครงสร้างของเซลผม ทำให้ ผมร่วง หรือ หงิกงอ

เมื่อตัวไรคืบคลานไปบนหนังศีรษะหรือผิวโดยเฉพาะเวลากลางคืนจะทำให้ท่านที่มีประสาทไว (Sensitive) รู้สึกคันยิบๆ ขณะเดินทางมันจะปล่อยของเสีย และทิ้งคราบที่ลอกออกมา ทำให้เกิดขยะบนหนังศีรษะ หรือผิวหนังของเรา ซึ่งเป็นอาหารของแบคทีเรีย ไวรัส และริกเก็ทเซียที่เกาะอยู่ตามข้อต่อเล็กๆ ของขาตัวไร จึงก่อให้เกิดการติดเชื้ออักเสบเป็น สิว หรือ ตุ่มแดง บนหนังศีรษะ และที่สำคัญ หากร่างกายเกิดการต่อต้านของเสียที่ตัวไรขับออกมา และซากตัวไรที่ตาย ทำให้เกิดปฏิกิริยา แพ้ (Sensitization) เช่น แพ้เครื่องสำอาง สบู่ หรือแม้แต่เหงื่อของตัวเอง

และเนื่องจากที่ขาของตัวไรมีเล็บแหลมคมสำหรับเกี่ยวจึงทำให้ผิวหนังเกิดการ ระคายเคืองและมีปฏิกิริยาโต้ตอบ โดยการสร้างผนังเซลผิวชั้นนอกขึ้นอย่างรวดเร็ว(Proliferation of Epithelium) ทำให้ผนังเซลพอกหนาและหลุดร่อนออกมาเร็วกว่าปกติเกิดเป็น รังแค ขุย หรือ สะเก็ด บนหนังศีรษะ

อนุเคราะห์ข้อมูล นิตยสารชีวจิตฉบับที่ 258 ภาพ Flickr

ป้ายกำกับ: ,

DIY - บำรุงผิวหน้าด้วยทับทิม

“ทับทิม” เป็นหนึ่งในสุดยอดผลไม้ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง จากผลวิจัยพบว่าน้ำทับทิมมีสารต้านอนุมูลอิสระที่ต่อต้านการแพ้ระคายเคืองสูงกว่าไวน์แดง และชาเขียว

รับปรัทานทับทิมสดเป็นประจับ และลองใช้ทับทิมมาขัดผิวตามสูตรข้างล่างนี้ สัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง จะช่วยกำจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วได้

เริ่มต้นขัด ด้วยสครับทับทิม
ตัดจุกทับทิมทิ้ง แก่เนื้อออกมาแต่อย่าแก่จนแยกเป็นเมล็ด นำเนื้อทับทิมที่แกะไปแช่น้ำ 5-10 นาที ในน้ำ ให้บีบเอาเนื้อออกจากเมล็ด เมล็ดจะจมลง นำเมล็ดทับทิม 2 ช้อนโต๊ะผสมกับโอ๊ตมีลดิบ 1 ถ้วย (หรือจะผสมกับธญพืชอื่น เช่น งา ลูกเดือย ก็ได้) นำไปปั่นในเครื่องผสมอาหารจนละเอียด เสร็จแล้วนำมากวนกับน้ำผึ้ง 2 ช้อนโต๊ะ และนมสด 2 ช้อนโต๊ะ นำไปขัดนวดใบหน้าเบาๆ 2-3 นาทีสำหรับการนำไปขัดบริเวณอื่น เช่น ข้อศอก ให้ผสมน้ำตาลทรายไม่ฟอกสี 3/4 ถ้วย

เรื่อง รุจิรา อมาตยกุลา ภาพ Amy Neunsinger

ป้ายกำกับ: ,

DIY - ต้านอนุมูลอิสระให้กับใบหน้าด้วยพอกหน้า

“ฟักทอง” อุดมไปด้วยรงควัตถุแคโรทีนอยด์ - สารที่ต่อสู่กับริ้วรอยที่ช่วยปรับอนุมูลอิสระในผิวให้เป็นกลาง ป้องกันมันจากการทำลายเซลล์ผิวซึ่งเป็นสาเหตุของริ้วรอยแห่งวัย ในฟักทองยังอุดมด้วยวิตามินซี อี และเอ รวมถึงเอนไซม์ที่ช่วยชำระล้างผิว เพื่อผิวที่สวยควรบริโภคฟักทองทั้งเนื้อและเมล็ดเป็นประจำทุกวัน และลองบำรุงผิวหน้าด้วยสูตรบำรุงผิวจากฟักทองนี้ดู

ครีมพอกหน้าฟักทอง เพื่อผิวเนียน
ผสมฟักทองนึ่ง 2 ถ้วย โยเกิร์ตธรรมชาติ 4 ช้อนโต๊ะ น้ำผึ้ง 4 ช้อนโต๊ะ และน้ำส้มคั้น 1 ช้อนชา นำมาพอกหน้าทิ้งไว้ 10 นาที มันเป็นสูตรที่ดีมากๆ สำหรับการคืนความชุ่มชื้นให้กับผิว

เรื่อง รุจิรา อมาตยกุลา ภาพ Amy Neunsinger

ป้ายกำกับ: , ,

เคล็ดลับง่ายๆ ในการดูแลเล็บให้น่ามอง

“เล็บ” เป็นส่วนเล็กๆ บนมือและเท้าของเรา แต่เป็นสิ่งที่เราไม่สามารถละลายได้ เพราะเล็บที่ดีและสวยส่งผลต่ิอบุคลิกภาพ และยังเป็นเครื่องบ่งชี้ถึงการดูแลเอาใจใส่ตัวเองด้วย แล้วคุณทราบหรือไม่ว่าการดูแลเล็บควรทำอย่างไร

การล้างทำความสะอาดเล็บ ควรล้างมือและเล็บด้วยน้ำสบู่อุ่น ๆ ใช้แปรงนุ่ม ๆ ขัดตามซอกเล็บเบา ๆ และล้างออกด้วยน้ำสะอาด ชโลมด้วยครีมบำรุง เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับมือและเล็บ

การตัดเล็บมือที่ถูกต้อง ควรตัดให้มีความโค้งมนไปตามนิ้วมือ ส่วนเล็บเท้านั้น พยายามตัดให้เป็นเส้นตรงมากที่สุดเพื่อลดการสะสมของความสกปรกตามซอกเล็บและ โอกาสเกิดเล็บขบ ไม่ควรตัดสั้นจนชิดเนื้อมากเกินไป และไม่ควรใช้วัสดุใด ๆ แงะงัดขอบเล็บ จมูกเล็บ เพราะอาจเกิดบาดแผลและการอักเสบได้

เวลาที่เหมาะสมที่สุดในการตัดเล็บ คือหลังจากอาบน้ำ หรือล้างจาน เพราะเล็บจะมีความอ่อนนุ่ม ทำให้ง่ายต่อการตัดแต่ง แต่ถ้าหากไม่รอหลังอาบน้ำให้แช่เล็บในน้ำอุ่น สัก 5 นาทีก่อนตัดเล็บ

ตะไบเล็บให้สวย ถ้าหากใช้ตะไบเล็บที่ทำจากเหล็ก ควรตะไบเล็บไปในทิศทางเดียว ไม่ควรถูกลับไปกลับมา เพราะจะทำให้เล็บเป็นเสี้ยนคมหรือฉีก แต่ถ้าใช้ตะไบเล็บที่ทำจากเซรามิคสามารถตะไบสวนทางกันได้ นอกจากนี้ การตะไบเล็บควรตะไบจากขอบเล็บเข้าหาปลายเล็บเสมอ

การขูดผิวเล็บเป็น อีกวิธีหนึ่งที่ช่วยกระตุ้นให้เกิดการผลัดเซลล์ผิวทำให้เล็บเงางามขึ้น ผิวเล็บเรียบ และดูมีสุขภาพดีขึ้น โดยใช้อุปกรณ์ขูดลอกหน้าเล็บ ดันจากปลายเล็บเข้าหาโคนเล็บ หลังจากนั้น ใช้แผ่นขัดเล็บ ซึ่งคล้ายกระดาษทราย ขัดหน้าเล็บเบา ๆ เพื่อให้ผิวหน้าเล็บเรียบสม่ำเสมอ แล้วใช้แผ่นขัดทำความสะอาดเล็บ ถูเบา ๆ เพื่อให้ฝุ่นและเศษเล็บที่มองไม่เห็นหลุดออกไป จากนั้นใช้แผ่นขัดเงาซึ่งมีเจลาตินเคลือบอยู่ ขัดถูบนหน้าเล็บเบา ๆ ก็จะได้เล็บที่เงางามดูมีสุขภาพดี การขัดเงาเล็บแต่ละครั้งจะอยู่ได้ประมาณ 2 สัปดาห์

สีที่ใช้ในการทาเล็บ ควรเป็นสีทาเล็บที่มีคุณภาพ และช่วยถนอมเล็บด้วย ควรหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ทาเล็บชนิดแห้งเร็วที่มีส่วนผสมของ อะซิโตน เพราะจะดึงความชุ่มชื้นไปจากเล็บ ทำให้เล็บแห้งและลอกหลุดได้ง่าย

ก่อนทาเล็บทุกครั้ง ควรใช้น้ำยาเคลือบเล็บชนิดใสทาก่อนที่จะลงสี จะช่วยไม่ให้เล็บเสียความชุ่มชื่น และลดการสัมผัสกับสีทาเล็บโดยตรง ซึ่งอาจทำให้เล็บเหลืองได้ง่าย หลังจากนั้นเคลือบทับด้วยน้ำยาชนิดใสอีกครั้ง ก็จะช่วยให้สีทาเล็บติดทนนานยิ่งขึ้น

การเปลี่ยนสีเล็บบ่อย ๆ มากกว่าหนึ่งครั้งต่อสัปดาห์ทำให้ต้องล้างเล็บมากขึ้น และน้ำยาล้างทำความสะอาดเล็บ จะเป็นตัวกัดหน้าเล็บให้กร่อน เป็นหลุมเป็นขุยได้ นอกจากนี้ควรมีเวลาให้เล็บได้ว่างเว้นจากการทาสี เพราะนอกจากเล็บจะได้พักหรือฟื้นสภาพที่เสียไปแล้ว ยังเป็นโอกาสให้ได้สังเกตความผิดปกติต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับเล็บ

การต่อเล็บ หรือการตกแต่งประดับเล็บ ควรทำโดยผู้ที่มีความรู้ความชำนาญ และต้องใช้อุปกรณ์ที่สะอาด และมีคุณภาพ ไม่เช่นนั้นอาจเกิดการแพ้หรือการสะสมของเชื้อโรค หากชื่นชอบการต่อเล็บและตกแต่งเล็บด้วยเครื่องประดับ ต้องหมั่นสังเกตดูว่า เล็บเกิดมีจุดดำ หรือเปลี่ยนสี หรือผิดรูปหรือเปล่า

อนุเคราะห์ข้อมูล เดลินิวส์ ภาพ MSN

ป้ายกำกับ: , ,

อาหารเพื่อผิวหน้า - ชาเขียว

ดื่มชาเขียววันละถ้วย ไม่เพียงแต่เพิ่มความผ่อนคลายให้คุณเท่านั้น แต่ชาเขียวยังเต็มไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระที่ต่อสู่กับการระคายเคืองต่างๆ จากงานวิจัยพบว่า การดื่มชาเขียวอาจช่วยลดความเสี่ยงของโรคมะเร็งผิวหนังลงได้ และเมื่อคุณบีบผลไม้รสเปรี้ยวอย่าง มะนาว มะกรูด หรือส้มลงไปในชาเขียว จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของสารต้านอนุมูลอิสระในชาเขียวได้ มันจะช่วยให้สารต้านอนุมูลอิสระทำงานในร่างกายคุณได้ยาวนานขึ้น

ทรีทเมนต์ชาเขียว
นำถุงชาเขียวหมาดๆ ไปแช่ตู้เย็น แล้วนำมาปิดที่ดวงตาประมาณ 10-15 นาที ในชาเขียวประกอบด้วยแทนิน ซึ่งทำหน้าที่คล้ายยาคลายเนื้อเยื้อ เมื่อคุณนำมาใช้กับผิวคุณมันจะช่วยลดอาการบวมของผิว

เรื่อง รุจิรา อมาตยกุลา ภาพ Amy Neunsinger

ป้ายกำกับ: , , ,